วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วิถีแห่งธรรม 4 ขั้นตอน...

วิถีแห่งธรรม 4 ขั้นตอน...

1. ต้องรู้จักความรู้สึกตัวบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ (สติสัมปชัญญะ) ให้เป็นก่อน โดยผ่านกระบวนการรับรู้ภายใต้ความรู้สึกที่กายก่อน (รูป) ไม่ใช่รู้นามก่อน (เวทนา จิต ธรรม)

โดยอาศัย กฏ 3 ข้อเทียบเคียง....

๑. ระลึกรู้ รับรู้ ความรู้สึกทั้งกาย รู้หลวมๆ
ไม่เจาะจงรู้อวัยวะเพียงบางส่วน
(ผู้มาใหม่อาจจะยากต้องหัดเคลื่อนไหวไม่นั่งนิ่ง
หรือ เดินจงกลม สร้างจังหวะเหมือน ลพ. เทียน จึงจะรับรู้ได้)
๒. รับรู้โดยไม่ตีความหมาย ไม่เทียบเคียง ไม่ให้ความหมาย
(พูดหรือแสดงข้างใน) ต่อความรู้สึกตัวบริสุทธ์...นี้ทั้งสิ้น
เช่น อันนี้คือ จิตปภัสสร อันนี้คือจิตเดิมแท้
๓. รับรู้โดยไม่พูดกำกับอิริยาบททั้งในใจและออกเสียงทั้งสิ้น
(เช่น ก้าวซ้าย ก้าวขวา) และทุกๆ กรณี

2. เมื่อเข้าใจสติบริสุทธ์นี้แล้ว ให้ปลุกเขาบ่อยๆ
โดยนำไปผูกกับอริยาบททั้ง 4 ในชีวิตประจำวัน
คือ เมื่อเดินก็รับรู้ ความรู้สึกตัวบริสุทธ์..
เคลื่อนไหวใดๆ ก็ให้รับรู้ความรู้สึกตัว...

ในมือใหม่อาจต้องปลุกหรือกระตุ้นการรับรู้หน่อย
เพราะเขายังไม่มีกำลังทำงานเองได้
.....โดยให้ฝึกในภาวะปกติ ไม่ใช่มีอารมณ์ ขึ้นมาแล้วค่อยฝึก....
.....ให้อยู่ในชีวิตประจำวันให้ได้มากๆ.....
เวลาที่ใช้ในการติดตั้งระบบสติบริสุทธ์..นี้ ประมาณ 1 - 3 เดือน

3. เมื่อระบบสติบริสุทธ์.. ติดตั้งได้แล้ว(อัตโนมัติ)
เขาจะเริ่ม รู้เป็น เห็นได้ ด้วยตัวเอง
เช่น เมื่อเราขยับกายเขาจะรู้สึกตัว
เมื่อเราคิดไปฟุ้งไปสติเห็นเขาจะรู้สึกตัว....
และ ออกจากความคิดนั้นเองได้
โดยไม่ต้องไปทำไปสั่งใดๆ เลย
และ ความรู้สึกตัวอันนี้ก็ไม่มีภาระของผู้รู้ ผู้ดู ผู้เป็น
ทีจะต้องรักษาไว้ เขาจะมาเอง ทำงานเอง ไปเอง
ตามกฏของตรัยลักษณ์ โดยไม่มีการดัดแปลง
(รู้เห็นรูปนามตามความเป็นจริง)

ข้อจำกัด คนที่ไม่ได้เริ่มจากสติบริสุทธ์ตามธรรมชาติในฐานกายนั้น จะข้ามขั้นไปเป็นรู้นามเลย ( จิต ) สติรู้นั้นจะเจือปนความอยากติดไปด้วย

อุปมาเหมือน เริ่มต้นก็ใส่แว่นสี เมื่อมองจ้องอะไรสีก็ผิดเพี้ยน
เมื่อเห็นได้ก็ติดใจไม่ยอมถอดแว่นอีก คือเริ่มก็ไม่ตรง
ลงท้ายก็หลงยึดถือ..... ด้วยเหตุแห่งความอยากเป็น ผู้รู้ ผู้ดู ผู้เป็น ทั้งสิ้น จึงสร้างภาวะเฝ้ามองขึ้นมา....
การแก้จำเป็นต้องดูรายละเอียดแต่ละรายไป ไม่มียาวิเศษแก้ที่เดียวทั้งหมด

เมื่อดำเนินชีวิตปกติด้วยความรู้สึกตัวบริสุทธ์ตามธรรมชาติแล้ว
ชีวิตจิตใจจะเบาๆ โล่งๆ โปร่งๆ ไม่มีอะไร
ชีวิตจะได้หยุดได้พักจากอารมณ์
ความขุ่นมัว อาการปรุง อาการฟุ้ง ทั้งหลายได้จริง ในเวลาไม่นาน..

4. การพัฒนาขั้นปัญญารู้ธรรม (ไม่ใช่รู้จำ)
ขั้นนี้อธิบายลำบากครับ เพราะถ้าอธิบายไป
ก็จะติดกับดักการจดจำของจิตในปุถุชน อย่างแน่นอน
ผมขอไม่อธิบายรายละเอียดครับ เอาเป็นว่ามี 3 เรื่องที่เกี่ยวพันธ์กันนะครับ

๑. การเข้าถึงกลไกลธรรมชาติและความสัมพันธ์ของ รูป นามนี้ จะเกิดขึ้นดังตาเห็น จึงเป็นเหตุให้สิ้นสงสัยในธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตีความหมายหรือจำความหมาย แล้วสรุปมาเป็นความเข้าใจของตนจนฟุ้ง ผู้รู้ร่ำไป

๒. จิตวางสมมุติบัญญัติทางโลกด้วยตัวเอง ไม่มีความตั้งใจไม่มีเจตนาทั้งสิ้น ดังเขาทำหน้าที่เองทั้งหมดแบบสะอาดหมดจด เป็นเหตุให้จิตไม่ยึดไม่เกาะไม่เกี่ยวกับความคิดทั้งปวง จิตจึงเป็นอิสระ และ จะระลึกถึงคุณแห่งพระพุทธองค์หลวงพ่อเทียนนั้นแทบแทรกแผ่นดินกราบในความรู้ตรงรู้จริง และเมตตาที่จะถ่ายทอดไว้ให้ชนรุ่นหลัง...

๓. ชีวิตของกายนี้ จะมั่นคงมากๆ ไม่หวั่นไหวใดๆ เลยถึงแม้นความตายในขณะนั้น เป็นเหตุให้ชีวิตที่เหลืออยู่ดำเนินไปบนเส้นทางที่ควรค่าต่อตนต่อโลก

บทความ อาจารย์ กอบชัย ปฐมโพธิภัทรสุข

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...