แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 11-ข้อคิดชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 11-ข้อคิดชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2562

อยากตัดสิใจให้เด็จขาด ดีไหม

#คำถาม- กราบอาจารย์วศิน  ผมอยากจะเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรให้เด็ดขาด   ตัดสินใจครั้งเดียวแล้วไม่เปลี่ยน จะทำอย่างไรดีครับ   อยากเป็นคนเด็ดเดี่ยว  ไม่โลเล

#คำตอบ -ไม่ดีหรอกครับ  ถ้าเกิดตัดสินใจผิดขึ้นมา  ก็ยุ่งใหญ่เลย ต้องแก้ไขได้  คือ ถ้าเราตัดสินใจผิดไป  ก็สามารถตัดสินใจใหม่ อย่าคิดว่าถ้าตัดสินใจอะไรแล้ว  ต้องทำไปตามที่ตัดสินใจทุกกรณี   ต้องรู้จักพิจารณา  

เราต้องพร้อมที่จะกลับ พร้อมที่จะหมุนกลับ มันต้องปรับเปลี่ยนได้ทุกเวลา ถ้าเรารู้สึกตัวว่ามันผิด ต้องตัดสินใจใหม่ แก้ไข ปรับเปลี่ยนได้   สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจได้ด้วย

บางทีมันคิดตัดสินใจผิดขึ้นมา  ชีวิตก็แย่ไปเลย  ก็ต้องพร้อมที่จะพิจารณาด้วยปัญญา ต้องยืดหยุ่นได้ แก้ไขได้

เขาเรียกว่า  "การณวสิกะตา"  แปลว่า ทำสิ่งที่สมควรแก่สถานการณ์   มันต้องยืดหยุ่น  มันต้องปรับเปลี่ยนได้  ชีวิตคน
ก็มีเหตุปัจจัยที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น
เราจะไปยึดอะไรไว้ตายตัวไม่ได้  เหตุปัจจัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เราก็ต้องปรับได้ ….

#เด็ดเดี่ยว    #โลเล   #เปลียนแปลง 
#อาจารย์วศิน

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562

การเรี่ยไรเงิน ทำบุญ

"ที่เมืองจีนเขามีการเรี่ยไรเพื่อหล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระท่านก็ไปประกาศเรี่ยไร มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาชีพกวาดถนน เกิดศรัทธาอยากจะถวาย #ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่อีแปะเดียว #ตัดสินใจถวายร่วมด้วย

พระที่เรี่ยไรนั้นอยู่ในอารมณ์ไหนไม่รู้ เห็นว่าเงินมันน้อยเหลือเกินก็เลยโยนคืนให้

'จะเอาไปทำอะไร...ก็เอาไป บริจาคมาแค่นี้ พระองค์ใหญ่ตั้งหลายวา' ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเก็บอีแปะนั้นไว้

เมื่อพระท่านเรี่ยไร ได้ทองแดงทองเหลืองจำนวนมากพอที่จะหล่อพระแล้ว #ก็ปรากฏว่าหล่อไม่ติด

ครั้งแรกพอทุบเบ้าออกมาเนื้อทองแล่นไม่ทั่ว ต้องเริ่มต้นทำแบบใหม่ ครั้งที่สองก็เป็นแบบนั้นอีก ครั้งที่สามก็เป็นแบบนั้นอีก

หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านประสบการณ์สูง เรียกพวกลูกวัดและบรรดากรรมการวัดทั้งหมดมาสอบถาม ว่าในช่วงที่ออกไปเรี่ยไรขอทองแดง ทองเหลืองจากชาวบ้าน มีเหตุอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า

ท่านก็ไล่สอบถามพระไปทีละสาย ๆ จนไปเจอพระสายนี้

บอกว่ามีหญิงคนหนึ่งที่เขากวาดถนนอยู่ #เขาบริจาคมาหนึ่งอีแปะเห็นว่ามันน้อยไปก็เลยโยนคืนให้
ปรากฏว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสพาพระทั้งวัดไปขอขมาแล้วขอเหรียญอีแปะนั้นคืน

เมื่อได้เหรียญอีแปะนั้นแล้ว ก็เอาใส่ลงไปเพื่อหล่อพระ ทุบแบบออกมา ปรากฏว่าเป็นองค์พระบริบูรณ์ สมบูรณ์ทุกประการ และที่อัศจรรย์ที่สุดก็คือ #อีแปะเหรียญนั้นไม่ละลาย #แต่ไปติดอยู่ตรงหน้าอกพระตรงหัวใจพอดี

หลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงขอรายละเอียด ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเขามีอาชีพกวาดถนน เงินเดือนแทบไม่พอยาไส้

อีแปะเหรียญนั้นเขาซื้อข้าวต้มเปล่าได้ถ้วยเดียว และเป็นอาหารประจำวันของเขา #มันเป็นทานตัดชีวิตเลย

เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าแค่บาทเดียวนะจ๊ะ #มากพอที่พระจะปาราชิกเลย"

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒

++++++++++++++++++++++

โดย พระครูวิลาศกาญจนธรรม,ดร.
(พระอาจารย์เล็ก สฺธมฺมปญฺโญ) วัดท่าขนุน

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

นิทาน ชายพเนจรกับพระโพธิสัตว์

✡อ่านให้จบ แล้วถามตัวเองว่า ได้อะไรจากนิทานเรื่องนี้บ้าง✡
บางที บนบัลลงก์ดอกบัว มันอาจไม่ได้สวยงามไปด้วยความถูกต้อง
ไม่ได้เต็มไปด้วยความยุติธรรม แบบที่มนุษย์อย่างเราคิดก็ได้นะ

🚩นิทาน ชายพเนจรกับพระโพธิสัตว์🚩

ชายพเนจรเร่ร่อนคนหนึ่ง เดินเข้าไปในวิหารของวัดแห่งหนึ่ง เขาเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนบัลลังก์บัว มีผู้คนกราบไหว้บูชา จึงรู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง แต่อีกใจหนึ่งก็อดรู้สึกอิจฉาพระโพธิสัตว์ไม่ได้ จึงถามพระโพธิสัตว์ว่า

“ลูกช้างขอนั่งแทนท่านสักครู่ได้ไหมขอรับ?”

“ได้สิ แต่เธอต้องสัญญาว่าจะไม่เอ่ยปากพูดอะไรทั้งสิ้น นั่งเฉย ๆ ดู และรับฟังเท่านั้น หากทำได้ เราก็ให้เจ้านั่งแทนเราได้!” พระโพธิสัตว์กล่าวตอบ

ชายพเนจรจึงรับปากว่าจะทำตามสัญญา เมื่อเขาขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์แทนพระโพธิสัตว์แล้ว สิ่งที่เขาได้เห็นคือ มีผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างจิตต่างใจ ล้วนมาอธิษฐาน อ้อนวอนขอบางสิ่งบางอย่างทั้งสิ้น

แม้ชายพเนจรจะรู้สึกอึดอัดมากเพียงใดที่ต้องเป็นฝ่ายรับฟังเพียงอย่างเดียว เขาก็ต้องอดทน เพราะได้สัญญาต่อพระโพธิสัตว์ไว้แล้วว่าจะนั่งเฉย ๆ ดู และรับฟังเท่านั้น

และแล้ว ก็มีเศรษฐีเฒ่าผู้หนึ่งได้เข้ามากราบพระโพธิสัตว์ กล่าวคำอธิษฐานว่า “ขอพระโพธิสัตว์ได้โปรดชี้ทางให้ลูกช้างมีโอกาสได้สร้างบารมีด้วยเถิด” เมื่อกล่าวเสร็จ เขาก็กราบ แล้วลุกขึ้น

แต่เมื่อเศรษฐีเฒ่าลุกขึ้นนั้น ถุงเงินของเขาก็หล่นลงพื้น ชายพเนจรเกือบจะเอ่ยปากเรียกชายชราไว้ แต่เมื่อนึกถึงคำสัญญา ก็ได้แต่เอามือปิดปากของตนเองไว้

หลังจากเศรษฐีเฒ่าออกจากวิหารไป ก็มียาจกคนหนึ่ง เข้ามากราบไหว้พระโพธิสัตว์ อธิษฐานว่า

“ข้าแต่พระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา แม่ของข้าป่วยหนัก ไม่มีเงินรักษา ขอพระองค์โปรดเมตตาข้าน้อยด้วยเถิด”

แล้วเขาก็ก้มลงกราบ จึงเหลือบไปเห็นถุงผ้าที่อยู่บนพื้น เมื่อเปิดออกดู ข้างในถุงนั้นมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ชายยากจนถึงกับน้ำตาไหล ก้มศีรษะลงกับพื้นติดต่อกันหลายครั้ง และพร่ำพูดว่า

“พระองค์มีเมตตายิ่ง พระองค์มีความศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

จากนั้น เขาก็หยิบถุงเงินเดินออกจากวิหารไป ชายพเนจรอยากจะบอกกับคนยากจนนั้นว่า นั่นไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์ นั่นเป็นถุงเงินของเศรษฐีเฒ่าที่ทำตกหล่นต่างหากเล่า แต่ก็ต้องอดทน ไม่พูดอะไรออกไป เพื่อรักษาคำสัญญา

คล้อยหลังของคนยากจน ก็มีชาวประมงคนหนึ่งเข้ามากราบไหว้พระโพธิสัตว์ “ข้าแต่พระโพธิสัตว์ ขอให้การออกเรือครั้งนี้ของลูกช้าง ราบรื่นปลอดภัยด้วยเถิด” จากนั้นเขาก็ก้มลงกราบ ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากวิหารไป

เขาเดินยังไม่ถึงประตูวิหาร เศรษฐีเฒ่าก็กลับมาหาถุงเงินที่ทำหล่นไว้ ไม่รู้ว่า ก่อนหน้าชาวประมง ได้มีชายยาจกเข้ามาในวิหารก่อน จึงคิดเหมาเอาว่า ชายประมงเป็นคนที่เข้ามาในวิหารหลังตน เมื่อหาถุงเงินไม่พบ จึงวิ่งกรูออกมาชี้หน้าด่าชายประมงว่า

“แกใช่ไหมที่ขโมยเงินของข้า”

“เงินอะไรของท่าน ข้าไม่เห็น ไม่รู้เรื่อง อย่ามาปรักปรำข้านะ”

ทั้งสองคนจึงทะเลาะกันด้วยเสียงอันดัง ชาวประมงเมื่อโดนปรักปรำก็ไม่ยอม เพราะตนไม่ได้เก็บเงินที่หล่นหายไปของเศรษฐีเฒ่า ถึงจุดนั้น ชายพเนจรผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ซึ่งรู้เห็นความจริงทั้งหมด ก็อดทนต่อไปอีกไม่ได้

จึงตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านทั้งสอง หยุดทะเลาะกันได้แล้ว!” จึงเล่าความจริงทั้งหมดให้ชายทั้งสองคนฟัง เรื่องราวจึงสงบลงได้ ในที่สุดเศรษฐีเฒ่าก็ตามไปหายาจกจนพบ และได้ถุงเงินกลับคืนมา

พระโพธิสัตว์ที่แฝงกายอยู่ในวิหารได้ปรากฏกายออกมาและถามชายพเนจรว่า “เจ้าคิดว่าทำถูกแล้วหรือ เจ้าจงกลับไปเป็นชายพเนจรตามเดิมเถิด!”

“เจ้าคิดว่า การที่เจ้าเอ่ยปากบอกความจริงเป็นสิ่งที่ยุติธรรมแล้วหรือ แต่เจ้ารู้ไหม ชายยากจนต้องเสียมารดาของเขาไปเพราะไม่มีเงินรักษา เศรษฐีเฒ่าก็ไม่มีโอกาสได้สร้างบารมี ส่วนชาวประมงก็ต้องพาเรือไปอับปางกลางทะเล

หากเจ้าไม่เอ่ยปากพูด นั่งเฉย ๆ ดู และรับฟังอย่างเดียวตามคำสัญญา คำอ้อนวอนของพวกเขาทั้งสามคนย่อมลุล่วงสมดังปรารถนา ชายยากจนมีเงินพามารดาไปรักษา มารดาของเขาจะไม่ต้องด่วนจากไป เศรษฐีเฒ่าแม้เงินทองจะหายไป

แต่นั่นเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่ทั้งหมด เท่ากับว่า เขาได้สร้างบารมีตามที่เขาอ้อนวอนขอไว้ ส่วนชาวประมง ซึ่งถูกเศรษฐีกล่าวหา ทางการจึงนำตัวไปสอบสวน เขาจึงไม่ได้ออกทะเล จึงทำให้เขาไม่ต้องจบชีวิตกลางท้องทะเลในวันนี้ตามที่เขาขอไว้ .....”

ชายพเนจรเมื่อได้ฟังพระโพธิสัตว์อธิบายเช่นนั้นจึงรู้สึกผิดมาก เพราะเขาไม่รักษาสัญญาที่จะไม่พูด จึงทำให้คำอ้อนวอนของคนทั้งสามไม่มีผล ทำให้พวกเขาต้องประสบกับภัยต่าง ๆ ชายพเนจรจึงได้แต่ก้มหน้าเดินลงจากบัลลังก์บัวออกจากวิหารไปอย่างเศร้าสลด

✔นิทานเรื่องนี้ต้องการสอนว่า✔
เรื่องราวมากมายในชีวิต ที่ควรปล่อยให้เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้น พึงหัดปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันเถิด ผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะดีกว่าที่เราคาดคิดไว้ก็ได้

เพราะหากไปพยายามฉุดรั้งดื้อดึง หรือเปลี่ยนปัจจัยแล้ว ผลลัพธ์ย่อมเคลื่อนจากที่ควรจะเป็น และอาจจะให้โทษมากกว่า

การมีความอดทน นิ่ง พิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในทุกขณะเวลา โดยไม่ตื่นตระหนกหรือตื่นตูม คือความสามารถอันยิ่งยวดอย่างหนึ่ง และการคล้อยตามธรรมชาติก็เป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ข้อคิดชีวิต ( แนะนำให้อ่าน )

แนวคิดชีวิต

ข้อคิดล้ำค่า นักธุรกิจไทยที่บรรลุธรรมบนเตียงคนไข้ขณะป่วยเป็นมะเร็ง (สละเวลาอ่านเถิด)

มีนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง เขาล่าว่า….

ตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจมาทั้งชีวิต เขามีเงินมากพอที่จะตระเวนซื้อบ้าน ตั้งแต่เชียงราย ถึง สุไหงโกลก (เหนือสุดจรดใต้สุด) มีบ้านเกิน 10 หลัง แต่ในหนึ่งปี เขากลับได้นอนไม่ครบทุกหลังเลย ส่วนคนที่ได้นอนครบเกือบทุกหลัง คือ คนรับใช้ของเขา 

คนรับใช้ได้นอนคฤหาสน์หรูที่เชียงราย เชียงใหม่ เลย ขอนแก่น ภูเก็ต และหัวหิน คนรับใช้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข ท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำ และความสงบ ภายในบริเวรณบ้าน แต่เศรษฐีที่เป็นเจ้านายกลับทำงานหนักงกๆ อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ละวันเจอรถติดไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง และอาศัยอยู่ในคอนโดรังหนู ขนาดไม่ได้ครึ่งหนึ่งของบ้านพักตากอากาศที่เขาซื้อเลย นี่คือชีวิตของคนกรุงที่เขาต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


ขณะที่ชีวิตของเขากำลังไปได้ดี เขาก็เริ่มป่วยด้วยโรคสำหรับคนรวย นั่นคือ โรคมะเร็ง ในที่สุดเขาก็ต้องรับการบำบัดด้วยการฉายคีโมแล้วผมก็ร่วง เขามองเห็นสภาพของตัวเองนอนอยู่บนเตียงรู้สึกตัวว่า ใกล้จะเป็นซอมบี้เข้าไปทุกที

ไม่นานก็เกิดอาการบรรลุธรรมน้อยๆ ขึ้นมาบนเตียงว่า

แท้ที่จริงแล้ว ชีวิตนั้นต้องการที่นอนเพียงพอแค่รองรับแผ่นหลังได้เท่านั้น เงินก็อยู่ในธนาคาร ชื่อเสียงก็อยู่กับสายลม

ในช่วงแรกๆ ที่เขาป่วยก็มีคนทยอยมาเยี่ยม แต่ครั้นเริ่มป่วยหนักก็ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย ไม่มีคนอยากเห็นสภาพของเขาแล้ว และก็ไม่อยากให้ใครมาเยี่ยมเพื่อเห็นเขาด้วย เขาตัดใจว่าจะขอตายไปกับสภาพที่ไม่อยากให้ใครเห็น

วันหนึ่งตื่นขึ้นมา ก็เกิดอาการสังเวชตัวเองว่า 

ชีวิตเราที่จริงนั้นไม่ต้องการอะไรมากเลย เราต้องการสิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นก็คือ ขอให้ผมกลับมาดำเหมือนเดิม ขอให้เคี้ยวข้าวและกลืนลงคอได้โดยไม่เจ็บ ขอแค่อยากเข้าห้องน้ำก็เดินเข้าได้โดยไม่มีคนคอยประคอง และขอให้นอนลงไปบนเตียงเต็มแผ่นหลังโดยไม่ต้องร้องโอดโอยเจ็บปวดแทบล้มประดาตาย เขาเริ่มตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วชีวิตไม่ต้องการอะไรมาก

เขาตัดสินใจสละทุกอย่าง พอปล่อยลงปลงได้ ต่อมาก็หายป่วย หนึ่งในล้านคนจะเป็นอย่างนี้คนหนึ่ง

เมื่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็ขายบ้านทุกหลังที่มีตั้งแต่เหนือจรดใต้ เขาบอกว่าป่วยใหญ่คราวนี้ผมรู้เลยว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดของชีวิตคืออะไร และหันหลังให้ชีวิตความเป็นนักธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ติดสินใจไปใช้ชีวิตเรียบง่ายในต่างจังหวัด ทำเกษตรอินทรีย์ บอกลาความหรูหรา เกียรติยศ บอกลาชื่อเสียง ลาภยศ ทรัพย์สิน อำนาจที่คนประเคนให้ทั้งหมด เมื่อความตายมาถึง สิ่งเหล่านี้ทั้งหลายกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย  ทุกวันนี้เขาอยู่กับสิ่งที่มีความสุข เป็นชีวิตที่แสนจะเรียบง่ายไม่ต้องการอะไรมากมาย

นี่คือตัวอย่างของคนที่ค้นพบคุณค่าของชีวิตที่แท้จริง เมื่อค้นพบอย่างนี้ เรื่องที่อยู่เขาไม่สะสมอีกต่อไป สิ่งที่สะสมตอนนี้ คือสุขภาพ เขาบอกว่าตอนที่ผมป่วย ผมลืมตาขึ้นมาเห็นแต่พยาบาล ญาติคนหนึ่งก็ไม่เห็น ญาติมาเยี่ยมแล้วก็หายไป บอกว่าติดงาน เขาลุกขึ้นมาบนเตียงแล้วเขียนไดอะรี่ว่า 

แม้ตอนที่ผมจะตาย ญาติของผมก็ยังมีแก่ใจว่าติดงาน สงสัยจะว่างตอนผมตายแล้ว นี่คือสิ่งที่เขาสะเทือนใจที่สุด 

เขามารู้สัจธรรมบนเตียงนอนในขณะที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนี่เอง และได้รู้ว่า ชีวิตนี้ต้องใช้ให้ง่ายที่สุด ไม่อย่างนั้นจะไม่เหลือวันเวลาแห่งความสุขสำหรับตัวเองเลย

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

คนจะรวยไม่ใช่คนที่ถ่ายรูปกับแก้วสตาร์บัคส์ แล้วนั่งเท่ๆ อยู่ตามร้านกาแฟ

คนจะรวยไม่ใช่คนที่ถ่ายรูปกับแก้วสตาร์บัคส์ แล้วนั่งเท่ๆ อยู่ตามร้านกาแฟ

ไม่ใช่คนที่อัพรูปลงอินสตราแกรมกับ business class กับสายการบินชื่อดัง

ไม่ใช่คนที่ถ่ายกับรถสปอร์ต เพราะไม่รู้ไปยืมใครมารึเปล่า

ไม่ใช่คนที่โชว์เงินเป็นปึกๆ เพื่อวัตถุประสงค์ประสงค์อะไรบางอย่าง

แต่เป็นคนที่

1. หาได้เท่าไหร่ แต่ใช้ให้น้อยกว่าที่หามา
2. มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง
3. ทำงานโดยไม่หวังเงินแต่เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจหาประสบการณ์
4. มีทัศนคติในแง่ดี ความจนไม่ใช่กรรมพันธุ์ แต่มันเป็นผลจากการกระทำของตัวเราเอง
5. ไม่คิดแข่งกับใคร ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ค่อยๆเดิน เดินช้าๆ แต่มั่นคง
6. แต่ถ้าเจอ Big Shot ต้องอย่าลืมพลาดโอกาสนั้น
7. คบเพื่อนดี หัวหน้าที่ดี ลูกน้องที่ดี เพราะคนเก่งสร้างได้ แต่คนจะดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่สันดาน
8. เปิดรับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ และอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว คนเก่งกว่าเราในด้านอื่นๆ ยังมีอีกเยอะ

และที่สำคัญ

เดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเหนื่อยบ้างก็พัก หายเหนื่อยก็ลุยใหม่ มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์

ความสำเร็จไม่ได้ยากเกินไป ถ้าใจมันสู้ เชื่อผม

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...