วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ตำนาน "พระแม่นางกวัก"

*ตำนาน "พระแม่นางกวัก"  #ธรรมะสุขใจ  (S.sopit)

นางกวัก คือ รูปเคารพที่ไว้กราบไว้บูชาเพื่อให้การค้าเจริญ มักวางไว้หน้าร้าน เพื่อเรียกลูกค้า

ประวัติตามความเชื่อไทยโบราณนางกวัก เป็นเทพีแห่งขวัญ หรือ
จิตวิญญาณในตำนานไทยโบราณ มีแห่งกำเนิดมาจากความเชื่อท้องถิ่นของชนชาติไทยแต่ดั้งเดิมก่อนที่จะมีศาสนาฮินดูเข้ามาผสมจนกลายเป็นตำนานอีกเรื่องไป ความเชื่อในเรื่องนางกวักปรากฏอยู่ในความเชื่อท้องถิ่นดั้งเดิมของชนกลุ่มไท-กะไดเป็นเสมือนผีที่คอยเรียกเงินเรียกทองและอารักษ์ร้านค้าที่รูปเคารพนางกวักได้ไปตั้งอยู่

ประวัติตามที่ปรากฎในความเชื่อทางพระพุทธศาสนา  เมื่อคนไทยได้รับวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวฮินดูเข้ามาจึงทำให้คนไทยมีการลากทับของวัฒนธรรมนำมาสู่ตำนานของนางกวักอีกตำนานหนึ่ง

นางกวัก ชื่อจริงว่า "สุภาวดี" บิดาชื่อ สุจิตพราหมณ์ มารดาชื่อ สุมณฑา เกิดที่เมืองมัจฉิกาสัณฑ์ (อยู่ห่างไม่ไกลจากเมืองสาวัตถี) มีครอบครัวประกอบอาชีพทำมาค้าขาย ต่อมาสุจิตตพราหมณ์ผู้เป็นพ่อ ได้ขยายกิจการซื้อเกวียนมา 1เล่ม นำสินค้าไปเร่ขายในต่างถิ่น บางครั้งบุตรสาวขออนุญาตเดินทางไปด้วย เพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ระหว่างการค้าขาย

*สุภาวดี ได้มีโอกาสพบกับ "พระกัสสปเถระ" เป็นอริยสงฆ์แสดงธรรม หลังจากสุภาวดีฟังธรรมเทศนาอย่างตั้งใจแล้ว พระกัสสปเถระเจ้าได้กำหนดจิตเป็นอำนาจจิตพระอรหันต์ ประสิทธิ์ประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว โดยได้ตั้งกุศลจิตประสาทพรเช่นนี้ทุกครั้งที่สุภาวดีมีโอกาสไปฟังจนจบอำลากลับ ต่อมา สุภาวดีได้เดินทางติดตามบิดาไปทำการค้า และมีโอกาสฟังธรรมพระอริยสงฆ์อีกท่านหนึ่ง นามว่า "พระสิวลีเถระเจ้า" สุภาวดีได้ฟังธรรมอย่างตั้งใจ สุภาวดีจึงมีความรู้แตกฉานในหลักธรรมต่างๆ เป็นอันมาก พระสิวลีเป็นผู้มีชีวิตอัศจรรย์กว่าพระสงฆ์อื่น คือ ท่านอยู่ในครรภ์มารดานานถึง 7ปี 7 เดือน จึงคลอดออกมา พร้อมด้วยวาสนา บารมี ที่ติดกับวิญญาณธาตุของท่าน ท่านจึงเป็นผู้มีลาภสักการบูชามาหาท่านตลอด เมื่อถึงคราวจำเป็นและต้องการ ทุกครั้งที่สุภาวดีได้ฟังธรรมและลากลับ พระสิวลีเถระเจ้าได้กำหนดกุศลจิต ประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว เช่นเดียวกัน จิตของสุภาวดีจึงได้รับประสาทพรจากพระอรหันต์ถึงสององค์ ส่งผลให้บิดาทำการค้าได้กำไรไม่เคยขาดทุน นางได้รับพรว่า "ขอให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง จากการค้าขายสินค้าต่างๆสมความปรารถนาเถิด" บิดารู้ว่าสุภาวดีคือผู้ที่เป็นสิริมงคลที่แท้จริง เป็นที่ไหลมาแห่งทรัพย์สมบัติของครอบครัว ครอบครัวร่ำรวยขึ้นเป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองและกองเกวียนสินค้ามากมาย เทียบได้กับธนัญชัยเศรษฐี บิดาของวิสาขาแห่งแคว้นโกศล บิดาของสุภาวดีได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมด้วยความศรัทธา เมื่อนางสิ้นชีวิตแล้ว ชาวบ้านจึงปั้นรูปแม่นางสุภาวดีไว้บูชา ขอให้การค้ารุ่งเรือง และความเชื่อดังกล่าวนี้ ก็แพร่หลายเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ จากการเผยแพร่ของพราหมณ์ และยังคงเป็นความเชื่อที่สืบมาจนถึงทุกวันนี้…

*คาถา..บูชา "แม่นางกวัก"

การบูชาพระแม่นางกวักนั้น ถ้าเป็นแบบองค์เล็ก ให้พกติดตัว หรือบูชาบนหิ้งได้ หากมีองค์ใหญ่ก็ตั้งไว้บูชาไว้บนหิ้ง ถ้ามีพระพุทธรูป หรือรูปหล่อเหมือนหลวงพ่อต่างๆ ให้จัดต่ำกว่า ลงมา การถวายบูชาโดยมากจะถวายเป็นน้ำ แดง น้ำส้ม น้ำเขียวกันส่วนมาก ถวายน้ำเปล่าก็ได้ เปลี่ยนทุกวันพระได้ยิ่งดี หากจะบนท่านก็บนได้ แต่ต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะให้อะไร หรือบูชาด้วยอะไร เมื่อไหร่ ก็ต้องชัดเจนสักนิด การบูชานั้นหากจะบูชาทุกวัน ก็ย่อมได้ โดยจุดธูป 9 ดอก บอกกล่าว แล้วก็ว่าคาถาตามนี้

ตั้งนะโม ๓ จบ

โอมปู่เจ้าเขาเขียวมีลูกสาวคนเดียว ชื่อว่าแม่นางกวัก หญิงเห็นหญิงรัก ชายเห็นชายรัก อยู่ทุกถ้วนหน้า

เอหิมามะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิมามะมะ

จะค้าขายก็ขอให้เป็นเศรษฐี หนึ่งปีให้เป็นพ่อค้าสำเภาทอง จะค้าเงินขอให้เงินเข้ามากอง จะค้าทองขอให้ไหลมาเทมาเต็มบ้านเต็มเรือน จะค้าขายสิ่งหนึ่งประการใด ขอให้ซื้อง่ายขายคล่อง ขอให้ซื้อง่ายขายดี ขอให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เร็ววัน เร็วคืนด้วยเทอญ ฯ   (หากสวดทุกวัน มีเวลาน้อยให้ใช้ถึงแค่บทนี้)

(หากมีเวลาสวดพอ ก็ให้สวด ต่อไป) อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิมามะมะ นะมะอะอุ นะชาลีติ อิกะวิติ พุทธะสังมิ ทุสะมะนิ อิธะคะมะ จะพะกะสะ นาสังสิโม สุมะโมโล นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ นะเมตตา โมขายดี พุทธไม่ต่อ ธาซื้อดี ยะใจดี มิใจอ่อน รักพุทโธ ปฏิรูปัง สัมปะฏิจฉามิ เพี้ยง สิทธิโภคา สิทธิพะลา สิทธิจะมหาเดชา นะชาลีติ เอหิจงมา พุทธะสังมิ นิมามะมามา

มาช่วยกันค้า มาช่วยกันขาย กวักเอาเงินมา กวักเอาทองมา กวักเอาโชคลาภ แก้วแหวนเงินทองข้าวของ หน้าที่การงาน ผู้คน ชื่อเสียงเกียรติยศ ข้าทาสหญิงชายมา มาด้วยนะโมพุทธายะ ปฏิรูปัง สัมปะฏิจฉามิ เพี้ยง พุทธังขอให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ธัมมังขอให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี สังฆังขอให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เตชะสุเนมะภูจะนาวิเวอิติ นะเยปะรังยุตเต

ขอจงนำเอาโชคลาภ แก้วแหวนเงินทองข้าวของ มาสู่ในสถานที่นี้ด้วย เทอญ ฯ

พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา

พุทธังคุ้ม ธัมมังคุ้ม สังฆังคุ้ม

เอหิพุทธานุภาเวนะ  เอหิธัมมานุภาเวนะ เอหิสังฆานุภาเวนะ อายุ วัณโณ สุขัง พลังฯสาธุ

อธิษฐานได้ตามปรารถนา (อย่าขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  และอย่าขอเกินกำลังขององค์ท่านมากเกินไป)

ทั้งนี้ท่านจะประสบผลสำเร็จ ได้ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว ต้องขึ้นอยู่กับการสร้างสั่งสมบุญ ของแต่ละท่านด้วย  ขอให้โชคดี ..

"พระสิวลี" ..ผู้เป็นเลิศด้าน "โชคลาภ"

*คาถา..พระสีวลี(คาถาเมตตามหานิยม)
พุทฺธังฺ เมตฺตา นะ-ชา-ลี-ติ ธัมฺมังฺ เมตฺตา นะ-ชา-ลี-ติ สังฺฆังฺ เมตฺตา นะ-ชา-ลี-ติ สีวลี เมตฺตา นะ-ชา-ลี-ติ

โอมฺมะ พลังฺ วา ราชะกุมาโร วา ราชะกุมารี วา ราชา วา ราชินี วา คหัฏฺโฐ วา ปัพพะชิโต วา สะมะโณ วา พฺราหฺมโณ วา อิตฺถี วา ปุริโสวา วาณิโช วา วาณิชา วา อุปาสโก วา อุปาสิกา วา ทาระโก วา ทาริกา วา สัพฺเพ อิเม พหูชนา มัง ปิยายันฺตุ อาคัจฺเฉยฺยะ

อาคัจฺฉาหิ เอหิ จิตฺตังฺ ปิยังฺ มะมะ มหาลาภะสักฺการา ภวันฺตุ เม*

*คาถา.."หัวใจพระสีวลี"
            " นะชาลีติ "  

นะ หมายถึง นอบน้อม มีสัมมาคาราวะ

ชา หมายถึง ขวนขวายเรื่องการงาน

ลี หมายถึง ไม่นอนมาก ไม่นอนดึก ไม่ตื่นสาย

ติ หมายถึง ว่าโดยทั้งหมด

ท่องตอน ติดต่อลูกค้า คุยกับผู้ใหญ่ ติดต่องานการ

       "นะชาลีติ ประสิทธิลาภา"

#ธรรมะสุขใจ  (S.sopit)

เกิดเป็นหมาห้าร้อยชาติ

เกิดเป็นหมาห้าร้อยชาติ

สมัยหนึ่ง มีกลุ่มพ่อค้าได้นำพาสุนัขตัวหนึ่ง ร่วมเดินทางไปในขบวนการค้า ให้เป็นยามอารักขาสินค้า
สุนัขตัวนี้ได้ติดตามพ่อค้าไปทุกที่

อยู่มาวันหนึ่ง มันเกิดความหิวมาก จึงแอบขโมยเนื้อ ที่พ่อค้าได้กักตุนไว้เป็นเสบียง เมื่อพ่อค้าเห็นว่าสุนัขขโมยเนื้อ จึงทุบตีด้วยไม้กระบองจนขาหัก แล้วนำมันไปโยนไว้ข้างถนน

ฝ่ายพระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวก ได้พิจารณาเห็นด้วยทิพยจักษุ ว่าสุนัขขาหักนั้นกำลังหิวโหยมาก จึงครองจีวร และถือบาตรรีบเข้าไปบิณฑบาตในเมือง จากนั้นพระสารีบุตรจึงใช้อภิญญาหอไปอยู่ข้างๆสุนัขนั้น หยิบอาหารจากบาตรให้มันกิน สุนัขขาหักที่หิวโหยก็เกิดความดีใจ พระสารีบุตรได้กล่าวแสดงธรรมโปรดสุนัขตัวนั้น ไม่นานมันก็สิ้นใจ เมื่อตายแล้ววิญญาณของสุนัขจึงได้ไปเกิดใหม่ ในตระกูลพราหมณ์ ภายในเมืองสาวัตถี

วันหนึ่ง พระสารีบุตร ได้เดินบิณฑบาตไปยังบ้านพราหมณ์แห่งนี้ หัวหน้าพราหมณ์ซึ่งเป็นพ่อของ จัณฑิกุมาร ซึ่งคือชาติภพใหม่ของสุนัขนั้น
ได้นิมนต์พระสารีบุตร ให้รับบาตรในตระกูลของตน แล้วเอ่ยถามพระสารีบุตรว่า พระคุณเจ้าไม่มีสามเณรคอยติดตามหรือ พระสารีบุตรตอบว่า อาตมาไม่มีสามเณรคอยติดตาม ได้ยินว่าท่านมีบุตรชายอยู่คนหนึ่ง เราจะขอให้ออกบวชติดตามเราได้หรือไม่ หัวหน้าพราหมณ์กล่าวว่าบุตรข้ายังเป็นทารก ตอนนี้อายุยังน้อยอยู่ รอให้เขาโตอีกสักหน่อยจึงจะให้ออกบวชติดตามท่าน

เมื่อจัณฑิกุมาร อายุ 7 ขวบ จึงได้ออกบวชที่เชตวันวนาราม เป็นสามเณร มีวิริยะปฏิบัติพุทธธรรม ขยันหมั่นเพียรมุ่งมั่นมากจนในที่สุดก็ได้บรรลุพระอรหันต์ สามเณรจึงใคร่ครวญ ถึงเหตุปัจจัยในอดีต จึงใช้ อภิญญา ตรวจสอบอดีตชาติของตน พบว่าที่แท้ ในอดีตตนเองนั้นเป็นสุนัขที่พระสารีบุตรเถระเจ้า ทรงเมตตาอนุเคราะห์ช่วยเหลือ วันนี้จึงสามารถมีกายเป็นมนุษย์และได้บรรลุมรรคผล จัณฑิสมาเณรจึงตั้งสัจจะว่า จะขอติดตามพระสารีบุตร ด้วยการเป็นสามเณร ไม่รับศีลสิกขาของภิกษุ

ขณะนั้นพระอานนท์ได้ทราบถึงเหตุนี้ จึงขอให้พระพุทธองค์ทรงแสดงให้รู้ถึงที่มา ถึงมูลเหตุแห่งความเป็นสามเณร ว่าได้ประพฤติก่อกรรมอะไรจึงไปเกิดเป็นสุนัข แล้วเคยประกอบกรรม อันดีเหตุใดจึงได้หลุดพ้นเช่นนี้

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า มีภิกษุที่ได้ปฏิบัติบำเพ็ญ จนลุพระอรหันต์แล้ว แต่สุรเสียงของภิกษุองค์นี้ กลับไม่น่าฟัง
มีภิกษุอายุน้อยท่านหนึ่ง มีเสียงดีแต่ไม่ได้บรรลุธรรม ได้กล่าวกระแทกว่า "เสียงของท่านเหมือนหมาเห่า"
ภิกษุชรา จึงกล่าวว่าเราได้บรรลุอรหันต์แล้ว
การที่ท่านได้ต่อว่าเราเช่นนี้จะเป็นเหตุให้ท่าน
เข้าสู่อบายภูมิ ภิกษุอายุน้อยได้ฟังดังนั้น
จึงตกใจถึงที่สุดรีบขอขมากรรม แต่อกุศลที่ก่อนั้นย่อมส่งผลในชาติถัดมาถึงห้าร้อยชาติ จึงสิ้นกรรม

พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ในกาลนั้นภิกษุอายุน้อยก็คือสามเณรจัณฑิในปัจจุบัน ได้รับกรรมสนองต้องเกิดเป็นสุนัขห้าร้อยชาติ แต่เป็นเพราะเคยได้ออกบวชและศึกษาธรรมเป็นกุศลกรรม จึงเป็นผลให้บรรลุอรหันต์ในชาติปัจจุบัน

แปลถวายเป็นรัตนตรัยบูชา โดย อี้จู๋หลิน

#สวดมนต์รำลึกถึงคุณจิตจึงสรรเสริญคุณแห่งพุทธะ
#แข่งกันสวดมนต์จับแต่เสียงใครไพเราะจิตก็ไม่ได้สรรเสริญธรรม
#เสียงดีแต่เป็นหมาเห่าห้าร้อยชาติน่ากลัวจับใจ
#กรรมไม่เคยเว้นว่างจากผู้กระทำหลีกไม่ได้หนีไม่พ้นคือสัจธรรม

ดวงจิต" ก็มีกำลังตั้งอยู่โดยลำพัง จะเกิดมี "วิชา" ขึ้น

"ดวงจิต" ก็มีกำลังตั้งอยู่โดยลำพัง จะเกิดมี "วิชา" ขึ้นอีกอย่างหนึ่งในทางจิต ที่เรียกว่า "วิปัสสนา" หรือ "วิชชาวิมุติ"

"ธาตุทั้ง ๔" เป็น "ธาตุกายสิทธิ์", "ดวงจิต" เป็น "จิตตานุภาพ"

เมื่อประสงค์ปรารถนาส่วนใดส่วนหนึ่ง อันเป็นส่วนของธรรมของโลก ก็ให้ "ขยับจิต" "เพ่งลม" ให้หนักและแรง

กำลังจิตเข้า "ไปจ่อ" ในธาตุอันบริสุทธิ์ ก็จะมี "ญาณผุด" ขึ้นในธาตุนั้น

เปรียบเหมือนเข็มของแผ่นจานเสียงซึ่งจดจ่อลงไป ย่อมเกิดเสียงของมนุษย์และสัตว์ปรากฏขึ้นในที่นั้นฉันใด

"สติ" ของเรา "จดจ่อ" เพ่งเล็งลงใน "อารมณ์" อันสะอาด

ต้องการ "รูป" ก็จะปรากฏ "รูป" ต้องการ "เสียง" ก็จะปรากฏ "เสียง"

ไม่ว่าใกล้หรือไกล ย่อมรู้ได้ ทั้งเรื่องโลกและเรื่องธรรม เรื่องตนและคนอื่น สุดแท้แต่เราประสงค์

เรื่องใด จดจ่อลงไปก็ "ให้นึกขึ้น" จะปรากฏได้ทันทีฉันนั้น

นี่แหละเรียกว่า "ญาณ" รู้ได้ใน อดีตและอนาคต พร้อมด้วยปัจจุบัน

จึงเป็น "วิชา" สำคัญอันหนึ่ง ที่เรียกว่า "ปัจจัตตัง" รู้ได้เฉพาะตน

"ธาตุนั้น" เปรียบเหมือน "กระแสไฟ" ที่แล่นอยู่ในอากาศ

"สติและจิต" มีกำลังกล้า มีวิชาความรู้สูง สามารถที่จะทำให้ "ธาตุ" นั้นเป็นสื่อสัมพันธ์ทั่วไปในโลก

เป็นทางให้ "เกิดวิชาความรู้" ขึ้นในตัวเองได้เป็นอย่างดี

"ฌานที่ ๔" นี้ เมื่อมีแล้วโดยสมบูรณ์ก็เป็นเหตุให้เกิด "วิชา ๘ ประการ" ขึ้นในตัวของเราเอง มี วิปัสสนาญาณ

มี "วิปัสสนาญาณ" คือ

๑. "วิปัสสนาญาณ" คือ "ความรู้แจ้งเห็นจริง" ใน "นามและรูป" เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วิปัสสนาญาณนี้เป็นส่วนพิเศษ เกิดขึ้นจากการอบรม จิต มีหนทางรู้ได้ ๒ วิธี

    (๑) รู้ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องนึกคิด

    (๒) รู้ขึ้นจากการนึกคิด แต่ไม่ใช่การตรองให้ยืดยาวเหมือนความรู้ธรรมดา นึกเมื่อใดก็โพลงขึ้นมาเมื่อนั้น เหมือนน้ำมันเบนซินที่ชุ่มอยู่ด้วยสำลี เมื่อจ่อไฟเมื่อใดก็ลุกโพลงขึ้นได้โดยเร็ว "วิปัสสนา" ก็ดี "ญาณ" ก็ดี ย่อมมีความเร็วได้เช่นนั้น จึงต่างจาก "ปัญญาสามัญธรรมดา" (สัญญา)

๒. "มโนมยิทธิ" ฤทธิ์ในทางจิตใจ นึกเช่นไรย่อมเป็นเช่นนั้น

๓. "อิทธิวิธี" แสดงฤทธิ์ได้ให้ปรากฏแก่คนบางพวก เช่น แปลงรูป แปลงสถานที่ ให้ประชาชนแลเห็นด้วยตา บางคราวบางสมัย

๔. "ทิพพโสต" หูทิพย์ ฟังเสียงไกลได้

๕. "เจโตปริยญาณ" กำหนดรู้ในวาระน้ำใจของบุคคลอื่นได้ ว่าดี ชั่วหยาบหรือละเอียด

๖. "ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ" ระลึกชาติหนหลังได้ (ท่านจะไม่ต้องยุ่งในเรื่องตายเกิด ตายสูญ เพราะได้วิชาข้อนี้)

๗. "ทิพพจักขุ" ได้ตาทิพย์ มองเห็นรูปละเอียดและหยาบ ใกล้หรือไกลได้ (อนุปรมาณู)

๘. "อาสวักขยญาณ" รู้จักวิธีทำอาสวะกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ ให้เบาบางและสิ้นไปได้

วิชา ๘ ประการนี้ล้วนแล้วแต่สำเร็จมาจาก "ภูมิฐานของสมาธิ" ทั้งสิ้น

ฉะนั้นแนวทางที่จะทำให้เกิด"สมาธิญาณ"โดยทางของ"อานาปา ฯ" ที่แสดงไว้นั้น เมื่อผู้มีความมุ่งหวังในส่วนความดี ทั้งหลายนี้ จงสนใจปฏิบัติอบรมจิตใจของตนเองนั้น เทอญ ฯ
..

ท่านพ่อลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประโยคเด็ดของท่านอาจารย์" พุทธทาส

ประโยคเด็ดของท่านอาจารย์" พุทธทาส"

"ธรรมแท้ ไม่มีหรอก ในวัด ในพระ ในตำรา..
ธรรมแท้ มีอยู่ ในเนื้อในตัว ในกาย ใจตน"  (Cr. ท่านสุชีพ )

เช่นเดียวกัน  เมื่อท่านตั๊กม้อมาถึงเมืองจีน  เพื่อถ่ายทอดธรรมที่ไม่ต้องพูดให้กับท่านหุ้ยเคอ เพื่อการสืบทอดสังฆปรินายกองค์ที่ 29  ท่านจึงไม่มีคัมภีร์  หรือแม้แต่พระสูตรใดๆ

เพราะพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์  และสังฆปรินายกทุกๆท่านเหล่านั้น  เมื่อได้เห็นแจ้งจิตเดิมแท้อันเป็นตถตานั้นแล้ว  เรือที่ใช้ข้ามฝากหรือคำสอน คัมภีร์ใดๆ  อันเป็นเครื่องมือสู่ประตูนั้นแล้ว  ก็หมดความจำเป็นใดๆอีก

จิตเดิมแท้ คือแหล่งปัญญาตัวจริง ที่สามารถเคลื่อนที่ไปในทุกๆแห่ง  และสว่างไสวให้รู้ความจริงได้ทุกๆอย่าง.

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พุทโธรู้ใจ พุทโธใจรู้


หลวงปู่บุญจันทร์ วัดถ้ำผาผึ้งท่านสอนไว้ว่า
"พุทโธใจรู้ พุทโธรู้ใจ"

ทีนี้เราก็มาสังเกตดูพุทโธโดยลักษณะคำก็เป็นกลางอยู่แล้ว
เมื่อบริกรรมพุทโธในใจแล้วให้รู้ว่าพุทโธมีอยู่ไม่ไหลตาม
นี้เรียกว่า "พุทโธใจรู้"

เมื่อบริการรมพุทโธอยู่แล้วมีอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น
ให้รู้เท่าทันอารมณ์นั้น นี้เรียกว่า "พุทโธรู้ใจ"

ต้องลองไปสังเกตดูนะ ใครอาจจะสนใจ
ลองเอาไปใช้บ้างก็ได้ หมั่นฝึกฝนในชีวิตประจำวันบ่อยๆ
สติ สมาธิ ของเราจะแข็งแกร่งมั่นคงขึ้น
อันเป็นเหตุใกล้เพื่อปัญญาอันยิ่ง....

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เป็นผู้ ดู ผู้รู้

     เราควรเป็นผู้ดู ผู้รู้ อยู่เฉย รู้ไปเรื่อยๆ สุขเกิดก็รู้ ทุกข์เกิดก็รู้ เฉยๆก็รู้ พอใจ ไม่พอใจก็รู้ ก็ดู

     ต้องรักษาตัวรู้ให้หมั่นคง ไม่ไหลไปกับสิ่งที่ถูกรู้

อาการที่รู้อย่างต่อเนื่อง คือ สัมมาสมาธิ

การเห็นความคิด การรู้ความคิด

การเห็นความคิด การรู้ความคิด นั้น มีข้อแตกต่าง กัน

การู้ความคิด คือ การเข้าไปรู้สิ่งต่างๆในความคิด และความคิดห็ดำเนินต่อไป

การเห็นความคิด คือ เราสามารถหลุดจากความคิดได้ ไม่ได้ไปกับความคิด

ถ้าเราเห็นความคิดได้ทุกขณะ ไม่ว่าเรื่องอะไร เราจะชนะความคิดเราได้เสมอ

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...