ภาพนี้เป็นภาพของ บุคคลทั่วๆไปที่ยังไม่ได้ฝึกเจริญสติ ทําให้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันนั้นใจไหลไปกับอดีตไปคิดถึงอดีตหรือไม่ก็ไปพะวงกับอนาคตไปคิดถึงอนาคตเสียมาก มีใจอยู่กับปัจจุบันเพียงระยะเวลาสั้นๆ ใจฟุ้งไปอยู่เกือบตลอด "ขาดสติเป็นส่วนใหญ่"
รู้สึกตัวแว๊ปๆ
บล๊อกน้ำสำหรับเก็บรวบรวมบทความธรรมะ การปฎิบัติตามทีต่างๆได้พบ ได้เห็น ได้รู้ มาเก็บรวบรวมไว้เผื่อเป้นการบันทึกไว้อ่าน หรือ ทบทวน เป็นการส่วนตัว มิได้มีเจตนาอื่นไดไดเลย นะครับ...ขอบคุณครับ ผู้รวบรวมบทความ - บ.ใบไม้☘🍃☘
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561
ภาพนี้เป็นภาพของ บุคคลทั่วๆไปที่ยังไม่ได้ฝึกเจริญสติ
การปฏิบัติ ถ้าอยากเป็นเร็วมันก็ไม่เป็น
การปฏิบัติ ถ้าอยากเป็นเร็วมันก็ไม่เป็น หรือไม่อยากให้เป็นมันก็ประมาท เลยไม่เป็นอีกเหมือนกัน อยากเป็นก็ไม่ว่า ไม่อยากเป็นก็ไม่ว่า ทำใจให้เป็นกลางๆ ตั้งใจให้แน่วแน่ในกรรมฐานที่ตั้งไว้ ภาวนาเรื่อยไปเหมือนกับเรากินข้าว ไม่ต้องอยากให้มันอิ่ม ค่อยๆ กินไปมันก็อิ่มเอง ภาวนาก็เช่นกัน ไม่ต้องไปคาดหวังให้มันสงบ หน้าที่ของเราคือภาวนาไป ก็จะถึงของดีของวิเศษในตัว แล้วเราจะรู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ให้หมั่นทำไปเรื่อยๆ...
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
การละวาง ไม่อาจทําได้ด้วยความคิด
" การละวาง ไม่อาจทําได้ด้วยความคิด "
หลักการนะครับ เราใช้ความคิดไปห้ามความคิดไม่ได้ จะไปคิดบังคับเพื่อที่จะปล่อยวาง(สิ่งที่คิด) ไม่ได้จริงๆ เวลาเจอเรื่องใหญ่ๆรับรองหลุดทุกราย
วิธีการจริงๆที่จะทําให้ปล่อยวางได้ หลักคือ " เมื่อเรารู้ความรู้สึกตัว หรือ อยู่กับความรู้สึกตัว เราจะไม่คิด " ความรู้สึกตัว นั้นคือ สติ ครับ ซึ่งก็คือ สติปัฏฐาน4 เมื่อเราหมั่นรู้ความรู้สึกตัวบ่อยๆ เป็นการเจริญสติ(สติปัฏฐาน4) จะทําให้เรามีกําลังของสติมากขึ้นไปเรื่อยๆ
กําลังของสติที่มีมากขึ้นจะทําให้เราเห็นความคิด เห็นรายละเอียดของสิ่งที่เราคิด และเมื่อไหร่ที่เรามีกําลังมากพอ เราจะปล่อยออกจากความคิด ขณะที่เรามีความรู้สึกตัวความคิดจะไม่เกิด
ความรู้สึกตัวปกติจะไม่อยู่ตลอด จะอยู่แค่ช่วงสั้นๆไม่นาน แต่จะขยายเวลามากขึ้นได้เมื่อฝึกไปมากๆขึ้น เมื่อมีความรู้สึกตัวจะมีสติจะไม่เผลอ แล้วสิ่งหล่าวนี้จะไปทําให้ ปัญญาญาณ สามารถที่จะแสดงปัญญาที่แท้จริงออกมาได้ เพราะไม่ถูกความคิดครอบงําอีก
ตัวปัญญาอันนี้หล่ะครับ ที่ทําให้เราแจ้งในวิชชา ละอวิชชา ทําให้เราละ กิเลส ตัญหา ความหลงผิดต่างๆได้ ซึ่งมาถึงตรงนี้ จะทําให้เราใช้ชีวิตไปกับวิชชา ทําให้ศีลค่อยๆถึงพร้อมโดยที่เราไม่ได้ไปบังคับถือศีล เกิดศีลกับใจ
ภาพ. วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพฯ
มีสติรู้อยู่กับกาย จะ ง่ายกว่าใจ
มีสติรู้อยู่กับกาย จะ ง่ายกว่าใจ เพราะกายมีรูปนาม ทําให้จับความรู้สึกได้ง่าย ส่วนใจเป็นจิต ดูรู้ยินดียินร้าย ... อย่าอยาก ทําบ่อยๆ ดูความจริงแท้ที่เป็นสัจธรรม ... จนเข้าถึงอริยสัจ 4 ที่รู้ได้ด้วยใจตน(ไม่ใช่อ่านเอาจากตํารา) จิตจะมีอิสระ...
จะเป็นวิปัสสนาได้ ต้องเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
จะเป็นวิปัสสนาได้ ต้องเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
การเจริญปัญญานั้นต้องเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน
ทำไมเราต้องมาเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ก็เพื่อเราจะได้ถอดถอนความยึดถือในกายในใจ เราเห็นว่าร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก วันหนึ่งมันก็ไม่ยึดถือร่างกาย เห็นจิตใจไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา ถึงวันหนึ่งมันก็ไม่ยึดถือจิตใจ ไม่ยึดถือในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย พอจิตไม่ยึดในรูปในนาม จิตก็หลุดพ้นจากรูปนาม ก็บรรลุมรรคผลนิพพานไป
จะเห็นความจริงได้ก็ต้องเห็นไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์จิตจะไม่ปล่อย ที่ไม่ปล่อยก็เพราะไม่เบื่อ ถ้าเห็นความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัดคลายความยึดถือ เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือการประพฤติปฎิบัติธรรมทำเสร็จแล้ว กิจที่ต้องทำ ทำเสร็จแล้ว กิจใหม่(เพื่อความเป็นอย่างนี้-ผู้ถอด)ไม่ต้องทำ ไม่มีอะไรต้องทำอีก
เนี่ยจะไปสู่จุดนี้ได้ก็ต้องเห็นตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
โสดาปัตติผล
โสดาปัตติผล
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลใดย่อมรู้ ย่อมเห็นซึ่ง
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้ (ตามที่กล่าวแล้ว
ในโสดาปัตติมรรค ๒ จำพวกมีการเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น);
บุคคลนี้เราเรียกว่า โสดาบัน (ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส)
ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน
มีการตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า
ขนธ. สํ. ๑๗/๒๗๘/๔๖๙.
สารีบุตร !
อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส
ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๓๕/๑๔๓๑.
สูตรข้างบนนี้ (ขนธ. สํ. ๑๗/๒๗๘/๔๖๙) ทรงแสดงอารมณ์
แห่งอนิจจังเป็นต้น ด้วยธรรม ๖ อย่าง คืออายตนะภายในหก;
ในสูตรถัดไปทรงแสดงอารมณ์นั้นด้วยอายตนะภายนอกหกคือ รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็มี, แสดงด้วยวิญญาณหก
ก็มี, ด้วยสัมผัสหก ก็มี, ด้วยเวทนาหก ก็มี, ด้วยสัญญาหก ก็มี,
ด้วยสัญเจตนาหก ก็มี, ด้วยตัณหาหก ก็มี, ด้วยธาตุหก ก็มี, และ
ด้วยขันธ์ห้า ก็มี; ทรงแสดงไว้ด้วยหลักการปฏิบัติอย่างเดียวกัน.
จุดที่มันสัมผัสกัน ระหว่าง ตัวเรา กับ ภายนอก
จุดที่มันสัมผัสกัน ระหว่าง ตัวเรา กับ ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นกายหรือว่าใจ " ตรงที่รู้สึก " นั้นหล่ะสําคัญที่สุด เฝ้ารู้เฝ้าดูตรงนี้บ่อยๆ ให้รู้สึกตัวนะ แต่อย่ารู้ตาม แค่รู้สึกตัวพอแล้ว เห็นกิริยาของใจเวลาใจขยับ แต่ไม่ต้องรู้ว่าขยับเรื่องอะไร จะชอบ ไม่ชอบ รัก โลภ โกร หลง ชั่งมัน ปัจจุบันธรรมนี้จะแจ้งแก่ใจตน
นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา
ถาม นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...
-
นรกทั้ง 10 ขุม และ 10 พระยม (十殿阎王) ครั้งนี้ผมขอมาเจาะลึกเรื่องราวของนรกลงไปให้ชัดเจนกว่าเดิมหน่อยนะครับ เพราะมีลูกเพจหลายท่านถามมาว่านรกแต่...
-
บรรดาศักดิ์ คือ ระดับชั้น หรือยศของขุนนางไทยในสมัยโบราณ มองในภาพปัจจุบันเทียบได้คร่าวๆ ดังนี้ บรรดาศักดิ์ขุนนางไทย โบราณ-ปัจจุบัน ข้าราชกา...
-
#หน่ำเต้าแชกุน (南斗星君) เทพประจำดาวฝ่ายใต้ เป็นเทพที่ลิขิตการเกิดและการมีชีวิต หรือเทพเจ้าแห่งการมีอายุยืนแห่งสวรรค์ทิศใต้ รูปลักษณ์ของท่านจ...