วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ความรู้สึก หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี

การเดินก็ใช้สถานที่ตรงไหนก็ได้
ที่มันเรียบเตียน ใต้ต้นไม้ อะไรก็ได้
ขั้นแรก เราก็ยืนก่อน
ยืนกำหนดรู้สึกตัว
ทำความรู้สึกทั่วร่างกาย
กายที่ยืนนี่เรากำหนดรู้
จะเห็นว่ากายก็เป็นอย่างหนึ่ง
จิตก็อย่างหนึ่ง

ลองยืนด้วย กำหนดรู้ความยืนที่กาย
ทำสติตั้งแต่ศีรษะตลอดถึงปลายเท้า
เวลาเดิน ก็เดินไปตามปกติ
แต่ว่าอาจจะช้าเล็กน้อย
เพื่อสติจะได้ทันขึ้น
เดินไปตามปกตินั่นแหละ
ก้าวไปตามปกติไม่ต้องต่อส้น

เวลาเดินเราก็จับความรู้สึก
อาการเคลื่อนไหวตั้งแต่ยกเท้า ก้าวเท้า
เหยียบเท้าลง มันจะมีความตึง ความไหว
พอฝ่าเท้ากระทบพื้น
มันก็มีความสัมผัสความแข็ง
มันจะมีความตึงที่กาย มีความตึง
ความหย่อน ความเคลื่อนไหว

เราสังเกตที่ความรู้สึก
ที่การเคลื่อนไหวของขา
ใหม่ๆ ก็ ขอเสนอว่า
ให้รู้ที่ขาหรือที่เท้าก่อน
แต่ถ้าเราปฏิบัติจนชำนาญแล้ว
ก็รู้ทั่วไป ทางอายตนะอื่น
คือ ทางใจ ทางตา หู จมูก ลิ้นได้
แต่ใหม่ๆ ก็ขอเสนอว่า
ให้รู้เฉพาะที่กายก่อน
ดูที่ขา ที่เท้า คือ ไม่ใช่ดูรูปร่าง
รูปร่างของท่อนขานี่ก็เป็นบัญญัติ
แต่ตัวลักษณะตึง หย่อน
เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นี่เป็นปรมัตถ์

ในกระแสจิตเรา
จะมีมโนภาพเป็นรูปร่าง
แต่ว่าใหม่ๆ ก็อาจจะสัมผัสกับรูปร่างไปก่อน
อย่างรูปร่างท่อนขาก้าวไปๆ
แต่ต้องพยายามกำหนดให้ลึกกว่านั้น
ก็ต้องไปสังเกตความรู้สึก
ที่มันตึง มันหย่อน มันไหว มันแข็ง
สังเกตดู เดินไปตามปกติ

เมื่อไปสุดที่แล้วก็กำหนดยืน
ให้รู้อิริยาบถฝึกการยืน กำหนดไว้
เวลากลับก็หมุนเท้ากลับทางขวา
โดยเผยอปลายเท้าขึ้น แล้วก็หมุนส้น
แล้วก็ยกเท้าซ้ายตาม
พอยกเท้าซ้ายแล้ว
ก็กำหนดที่เท้าซ้ายสัก ๓ ครั้ง
มันก็จะหันมาพอดีข้างหน้า

แล้วเราก็กำหนดยืนรู้ตัวอีก
ทำความรู้สึกตั้งแต่ศีรษะ
ตลอดถึงปลายเท้า
ยืน ยืนก็อย่างหนึ่ง รู้ว่ายืนก็อย่างหนึ่ง
แล้วเราก็เดินกลับมา
เดิน ทำความรู้สึกตัว

ทำร่างกายให้สบายๆ เดินแบบสบายๆ
แต่ว่าไม่ปล่อยจิต
ให้ล่อยลอยไปเรื่องอื่น
ให้จิตมารับรู้ที่ตัวเอง ที่ร่างกาย
ระยะแรกก็ทำความรู้สึกไว้ที่ขา
ที่เท้าก้าวไปก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง
ไม่เหมือนกัน
การที่เคลื่อนไหวไปเป็นรูป
ตัวที่ไปรู้เคลื่อนไหวเป็นนาม

ธัมโมวาท โดยพระวิปัสสนาจารย์
ท่านเจ้าคุณ พระภาวนาเขมคุณ
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ความสำคัญของ สมถะ วิปัสสนา

ความสำคัญของสมถะและวิปัสสนา
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ เป็นส่วนแห่ง
วิชชา (ความรู้แจ้ง) . ๒ อย่าง อะไรเล่า ?
๒ อย่าง คือ สมถะ และ วิปัสสนา
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
สมถะ เมื่ออบรมแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ?
อบรมแล้ว จิตจะเจริญ
จิตเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ?
เจริญแล้ว จะ ละราคะได้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
วิปัสสนาเล่า เมื่อเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ?
เจริญแล้ว ปัญญาจะเจริญ
ปัญญา เจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ?
เจริญแล้วจะ ละอวิชชาได้ แล.
ทุก. อํ. ๒๐/๗๗/๒๕๗.

ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว ? (ถ้าไม่ได้อ่านคงต้องเสียดายมากครับ ความเห็นผู้โพสต์ครับ)

จิตใจจะตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวได้ มีวิธีฝึกอันแรก ฝึกสมถะ ฝึกสมถะไปนะ พุทโธๆไปก็ได้ หายใจไปก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตไว้ พุทโธ พุทโธ พุทโธไป แล้วคอยรู้ทันจิตไปเรื่อย อย่างนี้เป็นสมถะแบบง่ายๆ แบบง่ายๆที่พวกเราพอจะทำได้ เพราะฉะนั้นเราหัดพุทโธไป หัดหายใจไป พอจิตเราเคลื่อนไหว เรารู้ทัน จิตเคลื่อนไหว รู้ทัน ในที่สุดจิตจะสงบ จิตจะตั้งมั่น ไม่หนีไปแล้ว เพราะหนีไปทีไรถูกรู้ทุกที

จิตนี้เหมือนเด็กซน สติเหมือนพ่อแม่ พอเด็กจะหนีออกจากบ้าน พ่อแม่หันมาดูนะ เด็กมันกลับมาไม่กล้าไปเที่ยว เนี่ยสติก็เหมือนกัน มันคอยดู ดูจิตใจอยู่ พอจิตใจจะหนีไปคิดนะ สติรู้ทันไปเรื่อย จิตใจก็ไม่หนีไป จิตใจก็สงบ จิตใจก็ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวได้ นี่ก็วิธีหนึ่งนะ ไม่ยาก อันนี้ง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายนะ ลองดู หายใจเข้าหรือพุทโธเข้าก็ได้นะ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไป พอจิตไหลไปแล้วรู้ ไหลไปแล้วรู้ ในที่สุดจิตจะตั้งมั่นขึ้นมา อันนี้เป็นวิธีทำสมถะที่ง่ายที่สุดแล้วนะ

สมถะอีกชนิดหนึ่งเป็นสมถะเต็มรูปแบบ อันนั้นทำยากแล้ว ในยุคนี้ที่มาเรียนกับหลวงพ่อ หลวงพ่อเห็นอยู่ไม่กี่คน มีไม่มากที่ทำสมถะเต็มรูปแบบได้ เห็นมีคุณดำเกิง มีอาจารย์วิชา อาจารย์วิชาเป็นลูกศิษย์อาจารย์วิริยังค์ทำอานาปานสติ คุณดำเกิงเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านก็ทำอานาปานสติเหมือนกัน พวกนี้เขาฝึกสมาธิ เขาฝึกกันทุกวัน หายใจไปนะ หายใจไป หัดใหม่ๆก็จะไปรู้ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก ลมหายใจเนี่ยเขาเรียกว่า “บริกรรมนิมิต” ไปรู้ลมหายใจ ไม่เอาสติไปที่อื่นแล้ว มีแต่สติอยู่กับลม แต่ว่าไม่เผลอตัว ไม่เคลิ้ม ไม่ลืมตัว รู้สึกตัวอยู่ แล้วก็เห็นร่างกายนี้หายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ เห็นลมอยู่ เอาลมหายใจนี้เป็นอารมณ์

หายใจไปนะ ทีแรกลมหายใจจะยาว หายใจเป็นธรรมชาติเนี่ย เราจะหายใจยาว หายใจลึกนะ หายใจไปถึงท้องเลย ทีนี้พอเราหายใจไปเรื่อย จนเริ่มสงบ ลมหายใจจะสั้น สั้นๆนะ จนขึ้นมาอยู่ที่ปลายจมูกนี้หน่อยเดียว เพราะฉะนั้นพอลมมันละเอียด ลมมันสั้น ค่อยๆละเอียดๆนะ ใจนี้มันจะโล่งว่าง จะสว่าง มันจะรู้สึกสว่าง

ทำไมรู้สึกสว่าง เวลาคนนั่งสมาธินะ เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้เยอะ ถ้าคนฟุ้งซ่าน เลือดจะไปเลี้ยงที่อื่น ไปเลี้ยงมือเลี้ยงเท้าบ้าง เลี้ยงปาก แต่พอจิตเริ่มสงบนะ เลือดมาอยู่ที่ตรงนี้เยอะ จะให้ความรู้สึกว่าสว่าง สบาย แต่ไม่ใช่ว่าสว่างขึ้นมาเพราะเลือดมาอยู่ที่หัวหรอกนะ อันนี้สำหรับมนุษย์นะ เทวดาเขาไม่มีเลือดนี่ เขานั่งสมาธิเขาก็สว่างได้เหมือนกัน พอจิตมันสงบมันก็จะสว่างขึ้นมา

ทีนี้สว่างทีแรกมันก็จะสว่างอยู่ตรงนี้ เป็นดวงขึ้นมา ให้เราดูดวงสว่างตรงนี้แทนลมหายใจ เพราะลมหายใจสั้น..จนลมหายใจหยุดไปแล้ว จะเป็นดวงสว่างขึ้นมา ใช้แสงสว่างตรงนี้แทนลมหายใจ ตัวนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต” ไม่ใช่บริกรรมนิมิตแล้ว ตัวลมเป็นแค่บริกรรมนิมิตนะ พอมันเป็นความสว่างเกิดขึ้น เป็นอุคคหนิมิต ใช้ความสว่างนี้เป็นอารมณ์กรรมฐาน หายใจไปเรื่อย..แต่มันไม่รู้สึกว่าหายใจเท่าไหร่ มันเหมือนหายใจทางผิวหนัง แต่ใจมันจะสว่าง รู้ในความสว่าง มันก็ใหญ่ๆขึ้นมาได้นะถ้าฝึกชำนาญ ถ้าไม่ชำนาญก็จะถลำลงไปในแสงแล้วก็เบลอไปเลย เคลิ้มๆไป ถ้าชำนาญก็จะขยับได้ ให้ใหญ่แค่ไหนก็ได้ ให้เต็มโลกก็ได้ จิตใจก็เริ่มมีปีติมีควาสุขขึ้นมา นี่ได้สมาธิ

พอมีสมาธิขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น จิตมันยังตรึกมันยังตรองถึงดวงสว่างนี้อยู่ เรียกว่ามีวิตกมีวิจารอยู่ จิตยังไม่ละเอียดจริง เราเฝ้ารู้ไปนะ จิตมันสงบขึ้นมานี้ มันทิ้งการตรึกการตรองในตัวนิมิต ไม่เอานิมิตนะ มันกลับมารู้ที่จิตได้ จิตมันตั้งมั่นขึ้นมาเป็นตัวผู้รู้ขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นเป็นตัวผู้รู้แล้ว มันจะเห็นว่ามีความสุขเกิดขึ้น มันมีความสุขอยู่แล้วล่ะ แต่ทีแรกมันหวือหวา มันไม่ดูความสุขนะ มันมัวแต่ไปดูนิมิต จิตมันเปลี่ยนจากการรู้นิมิตมาดูความสุขแทน ความสุขก็จะดับให้ดู เป็นอุเบกขาขึ้นมา มีปีติ มีสุข สุดท้ายจิตเป็นอุเบกขา แล้วทรงตัวเป็นผู้รู้อยู่ บางทีร่างกายหายไปเลย ไม่มีร่างกายแล้ว

ทีนี้พอออกจากสมาธิมาแล้วเนี่ย จิตที่ฝึกมาจนมีตัวผู้รู้นะ ตัวผู้รู้นี้ยังทรงอยู่ได้ บางคนทรงอยู่ได้นานเลย ถ้าสมาธิทำมานานนะ ทำมาปราณีตลึกซึ้ง ตัวผู้รู้จะทรงอยู่นาน ตัวผู้รู้ที่ทรงอยู่นานจะดูจิตไม่ได้ อย่าไปดูจิตนะเวลามันทรงตัวผู้รู้อยู่ มันจะไม่มีอะไรให้ดู มันจะว่างๆ ให้ดูกายไว้

เห็นร่างกายยืนเดินนั่งนอนนะ ใจเป็นคนดู มันจะดูได้ทั้งวันเลยคราวนี้ มันจะเห็นเหมือนคนอื่นเคลื่อนไหวตลอดวันตลอดเวลา มันจะรู้สึกอย่างนี้ อาจารย์เหน่งรู้สึกไหม มันจะรู้สึกเหมือนเห็นคนอื่นทั้งวัน ปัญญามันเริ่มเกิด จิตมีสมาธิเป็นผู้รู้ผู้ดู แล้วร่างกายเคลื่อนไหว สติรู้ทันความเคลื่อนไหวของกายด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู ปัญญาจะเกิด จะเห็นทันทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา

เพราะฉะนั้นปัญญาเกิดได้ด้วย ๒ เหตุผล อันหนึ่งจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู อันที่สองมีสติระลึกรู้ลงไปที่กายก็จะเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเรา สติระลึกรู้ในเวทนาก็จะเห็นเวทนาไม่ใช่เรา สติระลึกรู้จิตทีเป็นกุศลอกุศลนะ ก็จะเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา สติระลึกรู้ เป็นตัวผู้รู้อยู่

ถ้าประคองไว้มากนะ เหมือนตัวผู้รู้เด่นดวงอยู่อย่างนี้ จะเห็นว่าทุกอย่างในโลกธาตุนี้ไม่เที่ยง ยกเว้นผู้รู้ พวกนี้ยังเดินต่อไม่ได้จริง ยังยึดตัวผู้รู้อยู่ จะเห็นตัวผู้รู้เที่ยง หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ เคยสอนไว้นะ “ใครเห็นผู้รู้เที่ยง ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่” เพราะฉะนั้นตัวผู้รู้เราก็ไม่ประคองไว้ มีตัวผู้รู้ก็สักแต่ว่าอาศัยไปรู้กาย รู้เวทนา รู้สังขาร รู้อะไรไป แต่เราไม่ประคองตัวผู้รู้

ถ้าเราไม่ประคองตัวผู้รู้ไว้ เราจะพบปรากฏการณ์อันหนึ่งว่า ตัวผู้รู้ก็ไม่เที่ยง ตัวผู้รู้เองเดี๋ยวก็เป็นตัวผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้คิด ตัวผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้รู้เดี๋ยวเป็นตัวผู้เพ่งนะ นี่มีความแปรปรวน ตัวผู้รู้เองไม่คงที่ ในที่สุดก็จะเห็นเลยนะว่า ขันธ์ทั้งหมดแม้กระทั่งตัวจิตเอง เกิดดับตลอด ไม่มีตัวไหนคงที่เลย

แต่การที่เราจะรู้ขันธ์ทั้งหลายแล้วเห็นความเกิดดับได้ จิตต้องตั้งมั่น จิตต้องเป็นกลาง ถ้าจิตถลำลงไปในอารมณ์ จะไม่เห็นหรอก ปัญญาจะไม่เกิด เพราะฉะนั้นจิตต้องตั้งมั่น บางคนถึงบอกว่าต้องทำสมาธิก่อน อันนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ทุกคนต้องทำสมาธิในรูปแบบก่อน บางคนทำไม่ได้ บางคนไม่มีวันทำได้นะ เพราะฉะนั้นบางคนต้องใช้ปัญญาก่อน ใช้ปัญญานำสมาธิ บางคนที่ทำสมาธิได้ก็ใช้สมาธินำปัญญา คนที่เชี่ยวชาญทั้งสมาธิและเชี่ยวชาญในการดูจิต จะใช้สมาธิและปัญญาควบกันได้ เพราะฉะนั้นมันมี ๓ แบบนะ การปฏิบัตินี้

ภาพ  วัดจองคำ จ.แม่ฮ่องสอน

เรื่องจิต เรื่องอิทธิฤทธิ์

เรื่องต่อไปนี้ท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี ได้เล่าให้ฟังเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เป็นการถอดคำพูดจากการบันทึกเทป ดังนี้

ถ้าพูดไปแล้วนะอาจารย์ (หมายถึง อ.ปฐม - อ.ภัทรา นิคมานนท์) เรื่องของจิตหรืออิทธิฤทธิ์นี้ อาตมาก็ไม่อยากจะใช้คำว่าอิทธิฤทธิ์ เพราะหลวงปู่ท่านไม่นิยม และก็ไม่ทำ ไม่แสร้งทำ ไม่อะไรด้วยทั้งนั้น ก็เลยไม่อยากใช้คำว่าเรื่องจิตเรื่องอิทธิฤทธิ์ แต่จิตนี้หลวงปู่ท่านก็พูดว่า “จิต”

แต่ถ้าพูดเกี่ยวกับหลวงปู่ ก็มีเรื่องแปลกๆ หรือเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหมือนกัน ในขณะที่เราอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธ ท่านก็ไม่ได้ยกย่อง ท่านก็ไม่ได้พูด เพื่ออะไรมากมายในเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ ก็พูดกันว่า ชาวสุรินทร์ เห็นมีไสยศาสตร์กันมาก สามารถใช้คาถาอาคมอะไรต่างๆ เหล่านี้ แม้มีคนถามท่าน ท่านก็ไม่ค่อยอธิบาย ท่านก็บอกเพียงว่า ท่านเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันอะไรทำนองนั้น

สำหรับเรื่อง “จิต” นั้นท่านพูด คือท่านพูดเรื่องจิต ท่านไม่ค่อยใช้คำว่า อิทธิฤทธิ์อะไรหรอก จะใช้ว่า “พลัง” โดยมากท่านจะพูดว่า “พลังจิต” นั้น มีอยู่ พลังจิตจะมีได้ก็เกิดจากข้อเดียว คือ พลังสมาธิ

ถ้าผู้ใดสร้างสมาธิจิตไม่ได้ ท่านว่าพลังจิตนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ ถึงเกิดขึ้นก็เป็นพลังจิตที่เป็นมิจฉาหรือไม่มั่นคง เช่นว่าคนบางคนเขาใช้พลังจิตในทางที่ผิด หรือนำไปใช้ในทางรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็อาจจะมีส่วนของพลังจิตเหมือนกัน

พลังจิตที่เกิดจากสมาธิที่ถูกต้องนั้นคือ เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้นแล้วก็อาศัยพลังแห่งจิต เพราะสมาธินั้นเกิดจากจิตรวม คือ จิตมันละอารมณ์ต่างๆ เมื่อมันไปแบกเอาอารมณ์ต่างๆ ไว้มาก จิตมันก็ไม่มีกำลัง ไม่มีพลังอะไร ต่อเมื่อจิตสามารถตัด อารมณ์ต่างๆได้ ก็เกิดสมาธิ ก็ใช้คำว่า “จิตเดียว” ที่ปราศจากอารมณ์มากเกินไป จิตก็จะเกิดมีพลังขึ้นมา

ถ้ามีพลังแล้ว (ตามที่หลวงปู่เคยอธิบาย) ระหว่างที่จิตเราเกิดมีพลังสมาธินี่แหละ บุคคลจะเอาไปใช้ทางไหนก็ได้ผลในทางนั้น แต่เมื่อใช้ในทางที่เสียหายมันก็ทำให้ เสียหายได้ หรือใช้ไปในทางที่ให้ประโยชน์ให้เกิดพลังปัญญาก็ได้

หมายความว่า อย่างที่ถูกในหลักวิชาการเรียนทางศาสนาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ว่าศีลทำให้เกิดการอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ฉะนั้น พลังจิตที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงหลังจากเกิดสมาธินั้น หมายถึงว่า จิตนั้นจะยกสภาวธรรมขึ้นมาไตร่ตรอง ให้เกิดวิปัสสนาญาณเกิดปัญญา แล้วปัญญานั้นก็จะแจ่มแจ้ง ดีกว่าจิตที่ไม่เกิดสมาธิ หรือจิตที่ไม่มีสมาธิ

ฉะนั้น หลวงปู่จะใช้ว่าพลังจิตนั้นสามารถยกระดับภาวะหรือป้องกันความทุกข์ยาก อันเนื่องจากการที่จิตส่งออกไปเพื่อรับอารมณ์ต่างๆได้

มีคนชอบถามหลวงปู่เกี่ยวกับเรื่องอิทธิฤทธิ์บ้าง หรือจิตที่มีฤทธิ์มีพลังอย่างหนึ่งอย่างใดบ้างนั้นก็เคยมี แต่เนื่องจากว่าหลวงปู่ท่านไม่สนใจในเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ หรือสิ่งอัศจรรย์ในอิทธิฤทธิ์ต่างๆเหล่านี้ ท่านจึงไม่นิยมพูดให้ใครฟัง

แต่หลวงปู่ก็ยอมรับว่าจิตนั้นย่อมเป็นจิตที่มีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วมันก็จะเป็น คุณประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่ท่านก็จะขึ้นต้นว่า จิตจะมีพลังได้นั้นก็ต้องเมื่อ ได้สมาธิ เมื่อทำสมาธิได้หรือเกิดสมาธิ จิตมีอารมณ์เดียว จิตจึงจะมีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วจะหันไปใช้ทางไหนก็ย่อมได้ แม้หันไปทางที่ผิดทางพระพุทธ ศาสนาก็ย่อมจะได้ อย่างเช่นฤาษีชีไพร หรืออะไรๆ นั้น ล้วนแต่เป็นสมาธิซึ่งนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิได้

ส่วน “สัมมาสมาธิ” นั้น หมายถึงจิตที่เป็นสมาธิตามลำดับตั้งแต่ขั้นต้นคือ ขณิกะสมาธิ จนกระทั่งเข้าสู่อัปปนาสมาธิ อะไรในกระแสนี้ แล้วจิตนั้นก็จะเป็นพลังส่องทางไปให้เกิดปัญญา

ในทางตรงข้าม ถ้าอาศัยพลังจิตไปในเรื่องอื่น เรื่องอิทธิฤทธิ์อะไรนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกพุทธประสงค์ทั้งหมด

แต่ถ้าใช้พลังจิตนั้นเพื่อเป็นเหตุให้ปัญญาผุดขึ้น เพื่อจะตัดกิเลสตัณหาและ ความชั่วร้ายต่างๆ เพื่อยกระดับจิตของเราให้พ้นทุกข์ จึงจะเป็นพลังจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ และเป็นทางที่ถูกต้อง หลวงปู่มักจะอธิบายในแนวทางนี้

ส่วนในทางที่ว่าเอาพลังจิตไปแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้แล้ว รู้สึกว่าหลวงปู่จะไม่ค่อยกล่าวถึง หลวงปู่จะระมัดระวังที่สุดในเรื่องการปฏิบัติ ให้เป็นไปในทางที่ดีที่ถูกต้อง

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ท่านเจ้าคุณโพธินันทมุนี(ในภาพ นั่งต่อจากหลวงปู่ดูลย์)ปัจจุบันคือพระราชวรคุณ(สมศักดิ์ ปัณฑิโต) เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

ขันธนคร

ขันธนคร  ธรรมาคุณากร

.
จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ

ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานาน
นับเป็นหลายๆ ชั่วโมง

บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด
ก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น
ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมัน
ทั้งวันนับเป็นวันๆ

ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา
มีสติในทุกๆ อิริยาบถ
การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันที
ที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า

และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไป
จนกระทั่งนอนหลับไป

อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ
สิ่งสำคัญก็คือท่านเพียงแต่เฝ้าดู
ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่
หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

.
หลวงปู่ชา  สุภัทโท

ทำกิจทุกข์ให้ถูกต้อง

#ทำกิจต่อทุกข์ให้ถูกตรง

ถ้าใจมีความอยากจะหายฟุ้ง
ไม่อยากให้ฟุ้ง

#ต้องการความสบาย #ความสงบ

#ขณะนั้นจะมีการเจริญตัณหาไปด้วย

#นี่เป็นสิ่งที่เราทำจิตผิด
#ผลของเราก็จะผิดไปด้วย

เวลาเรากำหนดรู้ว่าฟุ้ง อยากจะหายฟุ้ง

ถ้ามันไม่หายฟุ้ง อะไรจะเกิดขึ้น
มันก็จะเดือด วุ่นวายใจ เดือดมากขึ้น มันเป็นอย่างนั้น

หรือเวลาคิด ใจมันนึกคิดขึ้นมา
ใจมันก็เป็นนามธรรม เป็นองค์ธรรมของทุกข์

เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น คือความคิดเกิดขึ้นก็กำหนดรู้

กำหนดรู้อย่างไรถึงจะถูกต้อง

ถ้าเรากำหนดรู้ความคิด
ด้วยการบังคับให้หยุดคิด
เท่ากับเราเจริญตัณหา

ตัวอย่างเช่น อยากให้หายคิด
อยากให้สงบ

#ฉะนั้นมันก็เลยทำกิจไม่ถูก

เมื่อไปอยากจะให้มันหยุดคิด
มันไม่หยุดคิดเกิดอะไรขึ้น
มันก็ยิ่งเดือดดาลในใจ วุ่นวายใจ

ฉะนั้นถ้าเราทำกิจให้ถูก ความคิดเกิดขึ้นก็กำหนดความคิด #สักแต่ว่าคิด

ไม่ได้ไปบังคับ จะคิดก็คิดไป
เมื่อกำหนดรู้ #คิดสักแต่ว่าคิด

ก็เท่ากับระวังตัณหาไม่ให้เกิดขึ้น
เท่ากับละตัณหาไปในตัว
อันนี้ผู้ปฏิบัติต้องระมัดระวัง

พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)

วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยูยา

เพียงแค่รู้

เพียงแค่รู้

.
" เราไม่มีหน้าที่ทำให้จิตออกจากอารมณ์ตลอดเวลา
มีหน้าที่รู้แค่ว่า จิตขณะนี้แยกจากอารมณ์
บางช่วงจิตถลำลงไปในอารมณ์
บางทีทุกข์มาก ก็จะอยู่ในอารมณ์นั้น
หรือสุขมาก ก็จะอยู่ในอารมณ์นั้น
หลงไปคิดเรื่องความดีมาก สมมติอยากทำบุญ
ใจก็คลอเคลียกับสิ่งนี้ แล้วก็จะแช่อยู่ในนั้น
รู้ทันว่าจิตแช่อยู่ในนั้น ไม่มีหน้าที่ดึงออกมา
เราไม่มีหน้าที่แทรกแซงพฤติกรรมของใจ
มีหน้าที่รู้อย่างที่มันเป็น
ก็คือ แช่ รู้ แยกออกมา รู้ 
ยินดี รู้ ยินร้าย รู้ เท่านั้นเอง "

.
อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ
วัดพระธาตุโกฏิแก้ว เชียงราย :: 18 มีนาคม 2560

http://traffic.libsyn.com/karavas/psn600318B.mp3

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...