วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การเจริญสติ

   ในการเจริญสตินั้น อย่าจ้องความรู้สึกมากหนัก

ยกตัวอย่าง

  การมองดู โต๊ะ เก้าอี้ ดินสอ กระดาษ เรามองดูทีละอย่าง มองดูต่อเนี่งธรรมดาๆ

แต่ถ้า การจ้อง เช่น เวลาเราถ่ายรูป พอยกกล้องขึ้นส่องเล่งภาพไปข้างหน้า แล้วปรับภาพให้ภาพชัด  ตอนนี้เป็นการจ้อง 100%

  ในการเจริญสติ นั้น อย่าจ้องที่ความคิด ความรู้สึก  แต่ดูเฉยๆ รู้สึกดูอย่างธรรมดาๆ เหมือนเราดูของต่างๆ เฉยๆ

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เรื่อง "เปรตเฝ้าหวงกระดูกลูกเมีย ๕๐๐ ปี"

เรื่อง "เปรตเฝ้าหวงกระดูกลูกเมีย ๕๐๐ ปี"

เพราะ "ความรักความห่วงหาอาลัย" เป็นเหตุพาให้ไปเกิดเป็นผีเป็นเปรต เฝ้าสิ่งที่รักอาลัยและหวงแหน จนลืมวันลืมคืน กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นผีเป็นเปรตเฝ้ากระดูกลูกเมีย ก็ต้องสิ้นเวลายาวนานถึง ๕๐๐ ปี

(ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
(บันทึกโดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ)
(จากหนังสือ รำลึกวันวาน)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ ขณะที่ผู้เล่าอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ วันหนึ่งนายฟอง ชินบุตร โยมผู้นี้มาวัดประจำ เธอได้แบกไหกระเทียมชนิดปากบาน มีฝาครอบ ขนาดใหญ่เกือบเท่าขวดโหล ข้างในบรรจุกระดูกนำมาถวายท่านพระอาจารย์

โยมฟองเล่าว่า เจ้าของไหเขาให้นำมาถวาย เป็นไหใส่กระดูกคน ดูเหมือนจะเป็นกระดูกเด็ก แต่กระดูกนั้นนำไปฝังดินแล้ว ปากไหบิ่นเพราะถูกผานไถขูดเอา โยมฟองได้เล่าถึงเหตุที่ได้ไหนี้มาว่า
นายกู่ พิมพบุตร ผู้เป็นเจ้าของนา ตั้งใจจะไปไถนาตอนเช้าตรู่ ตื่นขึ้นมาเห็นยังมืดอยู่ จึงนอนต่อ พอเคลิ้มหลับไปก็ฝันเห็นว่า มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา บอกว่า

"ให้ไปเอาไหกระดูก ๒ ใบ ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นให้ด้วย"
นายกู่ถามว่า "ไหอยู่ที่ไหน"
ชายคนนั้นตอบว่า "ไถนาไปสัก ๓ รอบก็จะเห็น"
ถามว่า "ชื่ออะไร"
ตอบว่า "ชื่อตาเชียงจวง มาเฝ้ากระดูกลูกอยู่ที่นี่ได้ ๕๐๐ ปีแล้ว วันหนึ่งได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์แว่วๆ มาในเวลากลางคืนว่า

"เป็นหมามานั่งเฝ้าหวงกระดูก แล้วก็กัดกัน ส่วนเนื้อล่ำๆ อร่อยๆ มนุษย์เอาไปกินหมดแล้ว มัวแต่มานั่งเฝ้าห่วงเฝ้าหวงกระดูกตนเอง กระดูกลูกเมีย ตายแล้วไปเป็นผีเปรต ต้องมานั่งเฝ้ากระดูกถึง ๕๐๐ ปีแล้ว"

จึงได้สติระลึกได้ ทั้งๆ ที่อดๆ อยากๆ ผอมโซ ก็ยังพอใจเฝ้าหวง เฝ้าห่วงกระดูกลูกเมียอยู่ กว่าจะรู้ตัวก็เสียเวลาไป ๕๐๐ ปีแล้ว นี่แหละ เพราะความรัก ความห่วงหาอาลัย เป็นเหตุพาให้ไปเกิดเป็นผีเป็นเปรต เฝ้าสิ่งที่รักและอาลัย จนลืมวันลืมเวลา
__________________________________________

#หมายเหตุ : เวลาที่กำลังจะตายเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนภพชาติมีความสำคัญมาก ต้องมีสติ ต้องตัดความห่วงใยหวงห่วงอาลัยในสิ่งทั้งปวง อันเป็นเหตุให้ต้องอยู่เฝ้าในสิ่งที่รักที่หวงนั่น สิ้นเวลาไปนานแสนนาน เปรตตนนี้ถือว่าเขาโชคดีที่ได้พบพระอาจารย์มั่น แล้วมีเปรตอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้โชคดีพบพระอริยเจ้า ต้องนอนจมไปกับทุกข์กี่ร้อยปีพันปี กว่าจะสิ้นวาระกรรม ความหวงอาลัยเป็นเครื่องร้อยรัดให้จิตต้องติดจมไปกับความทุกข์ ดังนั้นพ่อแม่ครูจารย์จึงสอนให้เราภาวนา เพื่อฝึกวางสัญญาอารมณ์ ละกิเลสตัณหา ซึ่งจะได้มากน้อยก็แล้วแต่กำลังความสามารถของแต่ละบุคคล บางท่านอาจคิดว่าเข้าวัดภาวนาตอนแก่ก็ได้ แต่ครูบาอาจารย์ท่านเตือนสติอุปมาว่าเป็น "การฝึกว่ายน้ำ ตอนที่แพกำลังจะแตก" หมายถึง มาฝึกภาวนาตอนที่กำลังใกล้ตาย อาจจะสายเกินไป และมันคงจะไม่ได้การ อาจเสียท่ากิเลส กลายเป็นเปรตเป็นสัตว์นรกไปอย่างหมดหนทางแก้ไขตนเองได้ ท่านจึงย้ำเตือนให้ฝึกภาวนา... ทีนี้หลายๆท่านคงมองเห็นความสำคัญแล้วว่า...ทำไมเราจึงต้องฝึกภาวนา !!!

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

“ทำบุญ สอง สลึง ทำให้แผ่นดินไหว “

“ทำบุญ สอง สลึง ทำให้แผ่นดินไหว “

ครูบาวงศ์ หรือครูบาชัยยะวงศาพัฒนา
พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของแผ่นดินธรรม
ท่านเป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตนบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน

“ในอดีตกาล ล่วงมาแล้ว สมัยองค์พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนย์อยู่ มีพระยาเจ้าเมือง เมืองหนึ่ง มีใจศรัทธาปรารถนาจะถวายผ้ากฐินเป็นทาน จึงได้ ป่าวประกาศไปทั่ว บ้านเมืองเพื่อเชิญชวนให้ชาวเมืองได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้

ข่าวทราบถึง มหาเศรษฐี สองคนผัวเมีย มีเงินทองอยู่ ๘๘ โกฏิ เขาทั้งสองเกิดความศรัทธาปิติยินดี ในกองบุญกฐินนั้น จึงตั้งใจที่จะร่วมถวายทาน ผ้ากฐิน ตกกลางคืนมา สองผัวเมียก็มาคิดว่า ตัวเรานี้ มีข้าวของมากมาย แต่ไม่มีอันใดเลย ที่หามาด้วย น้ำพักน้ำแรงของตน มีแต่ใช้คนอื่นหามา มัน จะ เกิด อานิสงส์แก่เรามากไหมหนอ เมื่อคิดอย่างนั้น ผู้เป็นผัวจึง ชวน เมีย ว่า พรุ่งนี้เช้า เราพากันไป เกี่ยว หญ้ามาขาย เอาเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เรา ไป ทำบุญ มันจักได้บุญมาก ผู้เป็นเมียจึงตอบตกลง พอรุ่งเช้า ก็พากันถือเคียวเที่ยวเกี่ยวหญ้า กลางแดดร้อน ได้ หญ้า มาสามมัด จึงเอามาสาง เอามาล้าง เเล้ว มอบให้คนใช้นำไปขายให้คนเลี้ยงม้า ได้เงินมา สามสลึง จึงมอบ ให้คนใช้ สลึงหนึ่ง ผัวเอา สลึงหนึ่ง เมียได้ สลึงหนึ่ง สองคนผัวเมีย ได้เงิน สอง สลึง แล้ว จึงพากันนำเงินนั้นมาชำระล้าง ด้วยน้ำอบน้ำหอม ตั้งจิตอธิษฐานยกเงินขึ้นเหนือหัว แล้วตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยความปิติยินดี แล้วคิดว่า นี่เเหละ! คือเงินที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เราจะได้บุญมาก!

จากนั้น สอง คน ผัวเมีย มหาเศรษฐี จึงเดินทางไปที่บ้านของพระยาเจ้าเมือง พอไปถึงก็เดินเข้าไปในบ้าน ไปหยุดตรงที่เขาตั้งขัน รับบริจาคทานบุญกฐินไว้ เขาจึงพากัน หย่อนเงินลง “แก๊ก แก๊ก ” แล้วก็เดิน ออกไป พอ พระยาเจ้าเมืองเห็นจึงเดินมาดูในขัน เห็น เงิน อยู่สองสลึง จึงเกิดโทสะโกรธขึ้น เป็นฟืนเป็นไฟ “ว่า ไอ้อี สองคนนี้ มัน เป็น ถึง มหาเศรษฐี มีข้าวของ ๘๘ โกฏิ มาตระหนี่ ดูถูกดูแคลนกู กูตั้งกองบุญกฐิน เอา เงิน มา ร่วม นิดเดียว จึง หยิบ เงิน คว้างทิ้งลงพื้น กระเด็นไปตกข้างกำแพง

พอถึงเวลา พระยาเจ้าเมือง และบริวารชาวบ้านชาวเมืองจึงพากัน แห่ผ้ากฐินเข้าไปสู่อาราม เพื่อ จะ ถวาย พระพุทธเจ้า ครานั้นแผ่นดินไหวสนั่นไปทั่ว บังเกิดต้น กัลปพฤกษ์ งอกขึ้น ตรง ที่ เงิน สอง สลึง ตก อยู่ พระยาเจ้าเมืองดีใจ ว่า กูนี้ เป็นผู้มีบุญมาก ทำบุญกฐินแผ่นดินพอไหว ต้นไม้ กัลปพฤกษ์พองอก จึงวิ่งเข้าไปหมายจักหยิบเงินทองข้าวของที่ห้อยอยู่บนกิ่งกัลปพฤกษ์ แต่เข้าไปไม่ถึงเกิดร้อนขึ้น นัยตาแทบแตกใครก็เข้าไม่ถึงมีแต่สองคนผัวเมียมหาเศรษฐี เท่านั้นที่เข้าไปได้ และนำต้นกัลปพฤกษ์ มาวางบนฝ่ามือได้พอดี

เมื่อนั้น องค์พระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสว่า “เหตุที่แผ่นดินไหว และ ต้นกัลปพฤกษ์ งอกขึ้นนั้น มิใช่ เพราะนาบุญ ของท่านพระยาเจ้าเมือง เป็นเพราะ อานิสงส์ของสองคนผัวเมียมหาเศรษฐี นั่นแหละ”

..คนเราอย่าได้นับประมาท ลาสา ดูถูกดูแคลน คนที่เขาทำบุญน้อยนิด เพราะเขาอาจจะแลกด้วยชีวิตถึงจะได้ เงินนั้นมาทำบุญ เขาอาจจะได้อานิสงส์มากว่าเรา ที่มีเงินแสนเงินล้าน อีกก็ได้..

“บุญมิได้วัด กันที่ ค่า ของ ทรัพย์สินเงินทอง แต่ มัน อยู่ ที่กำลังใจ นั่นแหละ”

..บางทีชาวไร่ ชาวบ้านที่ยากจน นำเงินน้อยนิดที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนมา ทำบุญ อาจจะได้ อานิสงส์ มากกว่าคนรวยๆ ที่ได้เงินมาง่ายๆ เสียอีกเน้อ”

ดูเหมือนว่าพวกเธอกลับหมกหมุ่นอยู่แต่ในบุญกุศลชนิดที่ถูกตัณหาลูบคลำเสีย แล้ว

เช้าวันนี้ ขอยกคำของท่านสังฆปรินายกฯ องค์ที่ 5 ในนิกายเซ็นท่านฮ่งยิ้มไต้ซือ ขณะที่สั่งในสานุศิษย์ไปแต่งโศลกเกี่ยวกับจิตเดิมแท้ ท่านว่า
"ปัญหาแห่งการเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด  เป็นปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้  วันแล้ววันเล่า  แท่นที่จะพยายามเปลื้องตัวเองออกมาเสียจากทะเลแห่งการเกิดตายอันขื่นขม  ดูเหมือนว่าพวกเธอกลับหมกหมุ่นอยู่แต่ในบุญกุศลชนิดที่ถูกตัณหาลูบคลำเสีย แล้ว  อย่างเดียวเท่านั้น (กล่าวคือบุญกุศลที่เป็นเหตุให้เกิดใหม่) ถ้า จิตเดิมแท้ ของพวกเธอยังมืดมัวอยู่  บุญกุศลทั้งหลายก็ยังจะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย จงตั้งหน้าค้นหาปรัชญา (ปัญญา) ในใจของเธอเอง แล้วเขียนโศลก(คาถา) มาให้เราโศลกหนึ่ง ว่าด้วยเรื่อง จิตเดิมแท้ ผู้ใดเข้าใจได้ถูกต้องว่า จิตเดิมแท้นั้นเป็นอย่างไร  ผู้นั้นจะได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์ (อันเป็นเครื่องหมายตำแหน่งพระสังฆปริณายก) พร้อมทั้งธรรมะ(อันเป็นคำสอนเร้นลับของนิกายธยาน) และฉันจะสถาปนาผู้นั้นเป็นสังฆปริณายกองค์ที่หก (แห่งนิกายนี้) จงไปโดยเร็วอย่ารีรอในการเขียนโศลก  การมัวตรึกตรองไม่จำเป็น และไม่มีประโยชน์อะไร  ผู้ที่รู้แจ้งชัดในจิตเดิมแท้  จะพูดได้ทันทีที่มีใครมาชวนพูดด้วยเรื่องนั้น  และมันจะไม่ละไปจากคลองแห่งญาณจักษุของเขา  แม้ว่าเขาจะกำลังรบพุ่งชุลมุนอยู่กลางสนามรบก็ตามที"

ด้วยคำพูดของท่านฮ่งยิ้ม ขอผู้อ่านได้นำไปคิดและปฏิบัติ
เชื่อได้ว่าเมื่อมีคนมาชวนท่านคุยเรื่องนั้น มันจะไม่ห่างไปจากคลองแห่งญาณจักษุของท่าน...สวัสดียามเช้าครับ

ที่มาของรูป: http://www.somboon.info/default.asp?content=contentdetail&id=9650

ผู้รู้ ผู้หลง

" ผู้รู้ กับ ผู้หลง "

( ผู้รู้ ) มี ๒ สภาวะ
1. " ผู้รู้ " ที่เกิดจากสมาธิจิต " อัปปนาสมาธิ "
อันเป็น " สมาธิหลับตา " มีกาลเวลา มีสถานที่ จิตจะรวมในขณะที่จิตทรงอยู่ในสมาธิเท่านั้น " ผู้รู้ " จะเกิดในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เมื่อสติอ่อน สมาธิจะเสื่อมคลายได้ " ผู้รู้ " จะหายไปแต่ก็ใช้ " เดินวิปัสสนาปัญญา " ตัดสังโยชน์ ได้เหมือนกัน ท่านที่เจริญ " ปัญญาวิมุติ " ท่านจะใช้
" ผู้รู้ " ตัวนี้ " วิปัสสนาปัญญา "

2. " ผู้รู้ " อีกสภาวะหนึ่งคือ " ผู้รู้ " จากสมาธิจิต " ฐีติจิต "
จิตเป็นสมาธิในทุกอิริยาบถ เป็นสมาธิจิตที่ " ไม่มีการถอนกิเลสอีก " ไม่มีกาลเวลา ไม่มีเสื่อมคลายเป็น " อกาลิโก "
เส้นทาง " เจโตวิมุติ " จะเจริญปัญญาด้วย " ผู้รู้ " ตัวนี้

( ผู้หลง ) เป็นจิตที่ " ไม่มีสมาธิจิต " ทั้ง
" อัปปนาสมาธิ " และ " ฐีติจิต " มีแต่ " สัญญา "
สัญญา หมายถึง " ความจำ " จำจากการเรียนรู้จากตำรา จากพระไตรปิฏก จากพุทธวจนะ จากหลวงปู่ หลวงพ่อ จากพระอรหันต์เจ้า เป็น " ความจำทั้งหมด " ไม่เข้าสู่เส้นทาง " มรรค๘ " จิตยังไม่รวมลง " ผู้รู้ " ผู้รู้ยังไม่เกิด จึงยังเป็น " ผู้หลง "
หลงธรรมคำสอน ก็ถือว่าเป็น " ผู้หลง " อยู่ ... สาธุครับ...

.
(สู่แดน พระนิพพาน)

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หลวงปู่ชอบเผชิญหน้ากับพญานาค แห่งน้ำตกไนแอการา !

🔥หลวงปู่ชอบเผชิญหน้ากับพญานาค
แห่งน้ำตกไนแอการา !

๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๔ "หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" รับนิมนต์จากลูกศิษย์
ที่เมืองบัฟฟาโลเพื่อเดินทาง
ไปชมน้ำตกไนแอการา  คณะติดตามท่านไปชมน้ำตกประกอบด้วย
ท่านเจ้าคุณมหาสมาน (วัดธรรมบูชา) ท่านเจ้าคุณมหาประสาท (วัดสังฆะบูชา) พระอาจารย์เฉลียว วรกิจโจ พระอาจารย์แสง จิรวัฒฑโก พระอาจารย์อำนวย กันตจาโร พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท (ครูบากล้วย ผู้บันทึก) ลูกศิษย์ฆราวาสผู้ติดตามมีคุณแม่จ้อย (อาจารย์จันทน์นวล พรมมาส) ท้าวกุ้ง ชาวลาวสัญชาติอเมริกัน และโยมชาวลาวที่อยู่เมืองบัฟฟาโลอีกสี่คน ร่วมเดินทางไปชมน้ำตก

คณะเดินทางออกจากเมืองบัฟฟาโลมาที่น้ำตกไนแอการาใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที  วันนั้นแสงแดดแรงมากจนหลวงปู่ชอบต้องใส่แว่นตากันแดด  ก่อนถึงน้ำตกอีกไม่กี่ไมล์ก็เริ่มเห็นไอน้ำลอยฟ่องบนอากาศ  โยมที่มาด้วยชี้บอกพิกัดของน้ำตกให้ท่านดู ท่านก็มองดูไอน้ำบนอากาศอย่างสนใจ

เมื่อถึงน้ำตก...เป็นที่น่าสังเกตว่า หลวงปู่ชอบดูเงียบขรึม ไม่พูดจากับใคร  ไม่ว่าโยมจะว่าหรือพระจะถามอะไร ท่านก็ไม่พูดด้วย

หลังจากคณะอยู่ที่นี่ได้พักหนึ่ง ฟ้าที่แจ้งก็เริ่มครึ้มฝน มองดูรอบน้ำตกก็มีแสงแดดส่องตามปกติ  มีเพียงบริเวณที่หลวงปู่ชอบอยู่เท่านั้นที่มีเมฆมัวมาจากฝั่งประเทศแคนาดา  เมฆก้อนนี้ก่อตัวขึ้นมาได้ไม่นาน ฝนก็ตกลงมา  คณะทั้งหมดจึงพากันเข้าไปหลบฝนที่ร้านขายของที่ระลึก  หลบกันอยู่ที่นี่ประมาณสิบนาที ฝนก็ซา  แต่ทว่าเมฆมัวเหนือน้ำตกไนแอการายังคงเค้ารูปแม่เบี้ย  คนในคณะถึงกับแตกตื่นฮือฮา  หลวงปู่ชอบจึงบอกให้สำรวมปากสำรวมคำ

"อยู่เฉย ๆ อย่าพูดมาก ... ไม่เคยเห็นหรือ!"

พอฝนหยุดตกก็พากันออกจากร้านขายของที่ระลึกและชมน้ำตกไนแอการา  แต่ไม่ถึงสิบนาที ฝนก็เทลงมาอีกรอบ ซึ่งรอบที่สองนี้ตกหนักอย่างกับฝนนางแมวเซิ้งบั้งไฟ  คณะทั้งหมดจึงพาหลวงปู่ชอบเข้าไปหลบฝนที่อาคารเช่าชุดสำหรับลงไปชมน้ำตก  ระหว่างหลบฝนกันอยู่ที่นี่ หลวงปู่ชอบได้บอกให้ทุกคนกลับกันเดี๋ยวนี้

เมื่อฝนหยุดตกแล้ว คณะของหลวงปู่ชอบก็ได้เดินทางกลับไปที่บ้านของโยมชาวลาวในเมืองบัฟฟาโลและพักกันที่นั่นในคืนนั้น

หลังทำวัตรสวดมนต์แล้ว ผู้บันทึกได้เข้ามาช่วยดูแลหลวงปู่ชอบ  ระหว่างที่กำลังนวดถวาย ท่านก็ถามว่า

"ตอนอยู่น้ำตก ท่านเห็นอะไรไหม?"

"ที่นั่นมีอะไรหรือขอรับ?"

หลวงปู่ชอบบอกว่า

"ที่น้ำตกมีพวกอินเดียนกับพวกฝรั่งตายเพราะรบกันอยู่นั่น  พวกนี้พากันมาขอให้เราอุทิศบุญให้  ผู้มีวาสนาต่อกันเราก็โปรดเขาได้  ผู้ไม่มีวาสนาต่อกันเราก็โปรดเขาไม่ได้  เราโปรดสัตว์อยู่นั่นให้ไปจุติใหม่เป็นพัน  ผู้มีกรรมดีจะได้เกิดเป็นมนุษย์  ผู้มีกรรมบาปหยาบหนาจะได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ผู้ไม่มีกรรมนำเกิดก็ต้องอยู่นั่นต่อไปอีก...รอผู้มีวาสนามาโปรดหรือรอจนพ้นกรรม"

หลวงปู่ชอบยังบอกอีกว่า

"ที่น้ำตกมีพญานาคพ่อลูกตระกูลฉัพพยาปุตขึ้นมาอนุโมทนาบุญตอนที่เรากำลังแผ่เมตตาโปรดสัตว์อยู่  พญานาคสองพ่อลูกแสดงอนุโมทนาด้วยการแผ่พังพานบังแดดและบันดาลฝน  ฝนที่ตกใส่พวกเราก็คือฝนที่เกิดจากพญานาคแสดงฤทธิ์ ไม่ใช่ฝนตามฤดูกาลหรอก  พญานาคเขาแสดงฤทธิ์ให้พวกท่าน
เห็นเป็นพยาน"

พอได้ยินหลวงปู่ชอบบอกเช่นนั้น ผู้บันทึกก็รู้สึกประหลาดใจมาก  ถ้าเป็นเรื่องเทพเทวดามาขอฟังธรรมกับท่านที่วัดพุทธรัตนาราม รัฐเทกซัส ท่านจะบอกให้ทราบแทบทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ  แต่วันนี้เมื่อท่านบอกว่า ในเมืองฝรั่งมังค่าอย่างสหรัฐอเมริกาก็มี "พญานาค" จึงรู้สึกแปลกใจ

ผู้บันทึกถามหลวงปู่ชอบว่า  ทำไมพญานาคถึงมาอยู่ที่อเมริกา?  ทำไมพวกเขาไม่ไปอยู่เมืองไทยหรือประเทศชาติบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา?  เมืองฝรั่งอย่างอเมริกานี้เขาก็ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลักเป็นฐานเหมือนกับพวกเรา ทำไมพญานาคถึงได้มาเกี่ยวข้องด้วย?

หลวงปู่ชอบตอบว่า

"เกี่ยวกับเรื่องกรรม ... พญานาคตระกูลฉัพพยาปุตผู้นี้เขาอยู่ที่นี่มาก่อนที่ผู้คนจะเข้ามาอยู่เสียอีก  พญานาคอยู่น้ำตก (ไนแอการา) เขามีอายุได้สามหมื่นปีแล้ว ประเทศอเมริกาเพิ่งตั้งมาไม่กี่ร้อยปีเอง ... ท่านก็คิดเอาว่าใครมาอยู่ที่นี่ก่อนกัน!"

ผู้บันทึกจึงคิดตามว่า  ประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่งตั้งประเทศมาได้ประมาณสองร้อยกว่าปีเศษที่ผ่านมา ... อายุประเทศชาติบ้านเมืองของเขานั้นไม่เกินกันมากกับกรุงรัตนโกสินทร์
ของประเทศไทยเรา

หลวงปู่ชอบบอกต่อไปว่า

"ดึกคืนนี้พญานาคฉัพพยาปุตเขาจะพาบริวารมาฟังธรรมกับเรา  ขอให้ท่านสำรวมไว้ อย่าเป็นลิงเป็นค่างตามใจตนเอง  ถ้าง่วงก็ให้พิงฝาหลับเอา อย่ามานอนเป็นตะเข้ขวางคลอง
ข้างเราเป็นอันขาด  พวกเทวดาเขาจะตำหนิในสมณสารูปของพระเณรเราเอาได้"

ผู้บันทึกเฝ้าคอยหลวงปู่ชอบอยู่จนถึงตีสี่กว่า...ได้ยินเสียงท่านเคาะกระโถนดังก๊อก ๆ บอกสัญญาณ จึงพาท่านมานั่งเก้าอี้เพื่อนวดเส้นถวาย  ระหว่างนวด ท่านก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังว่า

"พญานาคฉัพพยาปุตจำแลงเป็นมนุษย์ผู้ชาย แต่งกายด้วยผ้าหม้อห้อม พาบริวารชายหญิงมาหาเรา แล้วขอให้เราแสดงธรรมเปตพลีบุญให้ฟัง"

ผู้บันทึกถามว่า

"เปตพลีบุญคือธรรมอะไรหรือขอรับ?"

หลวงปู่ชอบตอบว่า

"เปตพลีบุญคือบุญที่เราอุทิศให้กับบรรพบุรุษญาติมิตรผู้เกี่ยวข้อง  ต้นทางสายบุญทั้งหลายนั้นเกิดจาก
จิตที่เป็นกุศล  คำว่าจิตเป็นกุศลคือจิตมีปัญญาในการทำความดี  บุญทุกอย่างนั้นเริ่มต้นจากเจตนาที่ดีก่อน  เปรียบดั่งสาครไหลลงทะเลหลวง  บุญกุศลทั้งหลายที่กระทำมานั้นสุดท้ายปลายทางจะไหลลงไปรวมกันที่มหาสมุทรทะเลหลวง คือ นิพพานธาตุ"

• บันทึกเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่เมืองบัฟฟาโล USA โดยครูบากล้วย

✨ประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่มที่ ๙

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คยมีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งถามท่านพ่อลีว่า

เคยมีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งถามท่านพ่อลีว่า

"ในเมื่อเป็นพระกรรมฐาน ดำเนินในปฏิปทาของ "ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" แล้ว ทำไมท่านจึงชอบนำพาเหล่าบรรดาญาติโยม จัดงานบุญงานกุศลสร้างพระอยู่เป็นประจำ ไม่มุ่งเน้นพาเหล่าบรรดาญาติโยมให้ปฏิบัติภาวนาล่ะ?"

ท่านพ่อลีท่านก็ตอบท่านเจ้าคุณรูปนั้นว่า

เกล้ากระผม ทำนาไม่ได้เอา

"ข้าว" อย่างเดียว (มรรคผล)

"แกลบ" ผมก็เอา (เนกขัมมบารมี)

"รำ" ผมก็เอา (บุญกุศล)

"ฟาง" ผมก็เอาขอรับ (นิสัยวาสนา)

จากประวัติ ท่านพ่อลี ธัมมธโร

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...