วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

0052 ทุกสิ่งเป็นธาตุ ปรุงกันจนเกิดจิต

0052 ทุกสิ่งเป็นธาตุ ปรุงกันจนเกิดจิต

   ธาตุตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกัน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า จิต ฉะนั้นอะไรอะไรก็คือจิต ทุกอย่างรวมอยู่ที่จิตหรือคือจิต นี้ละเอียดหน่อย ต้องพูดกันหลายคำ จากอะไรๆ ก็คือจิต ก็มาถึงโพธิจิต คือจิตอันสูงสุด จากโพธิจิต ก็มาถึงนิพพาน เรื่องมันก็จบ

   ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า จากธาตุตามธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ก็มาถึงเรื่องจิต จนอะไรๆ ก็ คือจิต มาถึงโพธิจิต จากอะไรๆ ก็คือจิต จนมาถึงโพธิจิต จากโพธิจิตก็ถึงนิพพาน จากธาตุถึงจิต จากจิตทุกชนิดมาถึงโพธิจิต จากโพธิจิตก็ถึงนิพพาน

   ข้อแรก ที่ว่า อะไรๆ ก็สักว่าธาตุตามธรรมชาติ จะต้องเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ รูปธรรม นามธรรมก็ตาม ล้วนแต่เป็นสักแต่ว่าธาตุ แม้แต่แต่ฝุ่นเม็ดหนึ่งจนถึงพระนิพพานมันก็คือธาตุด้วยกันทั้งนั้นแหละ แม้แต่นิพพาน ก็คือนิพพานธาตุ ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งไม่มีราคาอะไรเลย ก็เป็นเรื่องวัตถุธาตุ เป็นนามธาตุ เป็นสังขตธาตุ แล้วก็มีอสังขตธาตุ คือนิพพาน นี้คือคำที่จะต้องจำไว้เป็นหลักว่า มันไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ในหลักพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะจัดว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตนได้ เพราะว่ามันเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ

   ที่เป็นหลักใหญ่ๆ ก็มีอยู่ ๖ ธาตุ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นฝ่ายรูปธาตุ ส่วนวิญญาณธาตุนี้เป็นฝ่ายนาม แล้วอากาศธาตุ คือธาตุแห่งความว่าง ซึ่งไม่ควรจะจัดเป็นรูปหรือเป็นนาม แต่เขาก็มักจะจัดกันเป็นนาม มันไม่ใช่เรื่องจิตที่จะมาจัดเป็นนาม ควรจะเรียกว่าธาตุที่มิใช่รูปมิใช่นาม คืออากาศธาตุ ที่ว่าง นี่เรียกว่าธาตุทั้ง ๖ ถ้าจะมีนิพพานธาตุมาสงเคราะห์ในกลุ่มนี้ ก็จะสงเคราะห์ในพวกอากาศธาตุ คือที่ว่างจากรูปและนาม แต่ก็ไม่มีการจัดหรือการกล่าวไว้ ไม่เคยพบ

   ธาตุทั้ง ๖ มีอยู่ตามธรรมชาติ ประกอบกันเข้าเป็นนามและรูป ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม นี้เป็นรูป แล้วก็ธาตุวิญญาณนี้ก็เป็นนาม อากาศธาตุเป็นที่ตั้งแห่งรูปและนาม มันจึงมีครบ คือธาตุทั้งหลายประกอบกันเข้าแล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่ารูปและนามเกิดขึ้นมา รูปคือฝ่ายร่างกาย นามคือฝ่ายจิตใจ แล้วมันก็มีฝ่ายจิตใจนั่นแหละ เป็นหลักใหญ่หรือเป็นประธาน ดิน น่ำ ลม ไฟ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของคนหรือของสัตว์ หรือเป็นต้นไม้ เป็นต้น แล้วมันมีธาตุที่มองไม่เห็นตัว เรียกว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่อยู่ในนั้น ตือรู้สึกได้ อย่างน้อยก็รู้สึกได้ หรือมีชีวิตได้ และที่ว่ามีที่ว่างเป็นที่ตั้งแห่งธาตุทั้งปวง นี้ก็ฟังยากสำหรับคนที่ไม่เคยศึกษา แต่จะพูดได้ง่ายๆ ว่า มันต้องมีที่ว่าง มันจึงมีอะไรๆเข้าไปตั้งอยู่ที่นั่นได้ เหมือนก้อนหินก้อนนี้ มันจะมาวางอยู่ตรงนี้ มันต้องมีที่ว่าง นี่เรียกว่า วัตถุมันก็ตั้งอยู่ที่ที่ว่างจากวัตถุ มันเป็นนามเป็นจิตมันต้องตั้งอยู่ที่ที่ว่างจากนามหรือจากจิต ต่างก็มีที่ว่าง ให้เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง

   อะไรๆ ก็เป็นเรื่องของจิต ที่เป็นประธานทั้งนั้นแหละ อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนถึงระดับที่เรียกว่า โพธิจิต คือจิตที่เบิกบานแล้วถึงความรู้แจ้งเป็นโพธิแล้ว เจริญจนถึงกับว่ารู้จัก หรือเข้าถึงซึ่งนิพพาน ซึ่งเป็นธาตุอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เรียกว่านิพพานธาตุ นิโรธธาตุก็เรียก จิตที่ลุถึงนิพพานธาตุ คือลุถึงธาตุชนิดที่ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ไม่มีความทุกข์

   ทั้งหมดนี้อาจเรียกว่าทั้งหมดแห่งเรื่อง หรือจักรวาลของธรรมะ มันมีเท่านี้ ธาตุตามธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นเป็นจิต จิตจะเจริญเรื่อยๆไป ได้อาศียร่างกายกับจิตนี้มันทิ้งกันไม่ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่มันอยู่ที่จิต จิตมันเจริญเรื่อยๆ ไปจนถึงนิพพาน เรื่องก็จบ

0054 ตัวตนไม่มี แต่จิตโง่ยึดถือเป็นตน

0054 ตัวตนไม่มี แต่จิตโง่ยึดถือเป็นตน

   ไม่มีตัวตนที่ตรงไหน กายก็ไม่ใช่ตัวตน จิตก็ไม่ใช่ตัวตน แม้แต่นิพพานก็ไม่ใช่ตัวตน เพราะเหตุไร ? ก็เพราะว่ามันเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ จิตมันไม่ใช่ตัวตน แต่มันมีความโง่คิดเอาเอง ว่าเป็นตัวตน คือมันเป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ แต่แล้วมันได้รับธาตุโง่ ธาตุอวิชชา อวิชชาธาตุเข้าไปปรุงแต่งจิต จิตจึงเกิดความคิดเป็นตัวตน ยึดถือเอาว่าเป็นตัวตน เอานั่นเอานี่เป็นตัวตน เอาตัวมันเองเป็นตัวตน แล้วแต่โอกาส แต่ว่ามันเนื่องด้วยจิต ทั้งนั้นแหละ ที่มันจะเอามายึดเป็นตัวตนได้ พอจิตมันโง่ขนาดนั้น มียึดถืออะไรเป็นตัวตน มันก็ยึดถือ คือ จับฉวยขึ้นมายึดถือ เมื่อจับฉวย ขึ้นมายึดถือไว้ มันก็หนัก นั่นแหละคือ ความทุกข์

   ความทุกข์ทั้งปวง มันเกิดมาจากความยึดถือ ความยึดถือด้วยจิต ไม่ได้หมายถึงว่ายึดถือด้วยมือ ถ้าเป็นเรื่องร่างกายมันก็ยึดถือด้วยมือ เป็นเรื่องของจิตมันก็ยึดถือด้วยจิต คือสำคัญมั่นหมายว่าตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าของตน นี้คือจิตโง่ที่ประกอบไปด้วยอวิชชาธาตุ ธาตุจิตมาประกอบด้วยอวิชชาธาตุ ไม่รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ก็ยึดถือตามธรรมชาติ

   ตอนนี้ก็พอจะมองเห็นได้ง่ายๆ เช่นว่า พอจิตมันได้สิ่งที่ต้องการมากิน กินของอร่อยอยู่ จิตได้รับอร่อยจากของที่กินอยู่ มันก็ปรุงความคิดต่อไปว่า กูอร่อย คือมีตัวตนสำหรับเป็นผู้อร่อย แล้วถือเอาความอร่อยว่าเป็นความอร่อยของกู ที่จริงมันเป็นจิตล้วนๆ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่มันมีความโง่ คืออวิชชามาก พอมัน ได้เห็น สวยๆ หรือได้ฟังเพราะๆ ได้กลิ่นหอมๆ หรือได้กินอร่อย หรือได้สัมผัสที่นิ่มนวลสบายที่สุด หรือได้ความคิดที่สบายที่สุด มันได้ความอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้นนี้ ความคิดของจิตก็งอกออกมาเอง เกิดออกมาเอง ว่ากูอร่อย นี่ความอร่อยต้องมาก่อน จิตนั้น สัมผัส ความอร่อยแล้ว มันก็ปรุงแต่งความคิด ขึ้นมา ว่ากูอร่อย นี่ตัวกูเพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้เอง ก่อนนี้ไม่เคยมีตัวกู เดี๋ยวนี้จิตมันคิดโง่ๆขึ้นมา ยึดถือโง่ๆขึ้นมาว่าตัวกู

   นี่คือหัวใจของเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้แหละ ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์เพราะเหตุไร ถ้ารู้มันก็เข้าใจได้ว่า เป็นทุกข์เพราะจิตมันโง่ ไปยึดถือเอาอะไรว่าเป็นตัวตนขึ้นมา มันก็จะยึดถือตัวเองนั่นแหละก่อน ว่าเป็นผู้อร่อย คือเป็นตัวกูผู้อร่อย แล้วก็ ยึดถือเอาความอร่อยนั้นเป็นของกู

   บางทีจิตนั้นมันมีเหตุการณ์ที่เนื่องกันอยู่กับรูป เช่นรูป เป็นตัวกระทำเหตุการณ์ ไปกระทบไปกระทั่ง มันก็ จะเอาตัวร่างกายที่กระทบกระทั่งนั้น ว่าเป็นตัวกู เอาสิ่งที่มากระทบว่าของกู

   บางทีจิตมันรู้เวทนา เวทนาสุขหรือทุกข์ มีเวทนาอยู่ มันก็ เอาจิตที่รู้สึกเวทนาหรือเอาตัวเวทนา นั้นแหละ ว่า เป็นตัวกู จิตที่รู้สึกเวทนา มันยึดตัวเองว่าเป็นตัวกู เพราะมันมีเวทนาให้รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ รู้สึกว่า เวทนานี้ก็ของกู

   บางทีจิตมันสำคัญมั่นหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ด้วยสัญญา แล้วเอาความมั่นหมาย หรือสิ่งที่มั่นหมายคือจิตนั่นแหละว่า เป็นตัวกู สำคัญอย่างไรก็เป็นสัญญาของกู

   บางทีก็มีความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า สังขาร มีสัญญาอย่างไรแล้วก็คิดไปตามเรื่องที่เหมาะสมกับสัญญนั้นๆ มันก็เกิดความคิดขึ้นในจิต จิตก็ ยึดถือเอาตัวความคิด หรือจิตที่กำลังคิดว่าเป็นตัวกู
แล้วก็เป็นความคิดของกู

   บางทีบางกรณีจิตมันก็เอาวิญญาณ คือที่รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอาวิญญาณที่กำลังรู้แจ้งเป็นตัวกู ซึ่งเป็น สัสสตะทิฏฐิ ที่ยึดเอาวิญญาณเป็นตัวตน ในลัทธิอื่นไม่ใช่พุทธศาสนา

   สิ่งเหล่านี้เป็นความโง่ของจิต ที่แท้มันเป็นเรื่องการปรุงแต่งทางจิต ด้วยธาตุต่างๆกัน จับกลุ่มเข้าด้วยกัน แล้วก็ทำงานตามหน้าที่ที่ได้ แต่ตัวประธานของมันคือ จิต ซึ่งจิตนั้นมันยังโง่ได้ เอาอวิชชาธาตุเข้ามาปรุง จนเป็นตัวตนขึ้นมา

0056 อะไรๆ ก็เป็นเรื่องของจิต

0056 อะไรๆ ก็เป็นเรื่องของจิต

   จะอธิบายตัวอย่างที่ค่อนข้างละเอียดสักหน่อย ละเอียดสักหน่อยหรือละเอียดที่สุด ก็แล้วแต่จะพูด ที่ว่า อะไรๆ ก็คือจิต เมื่อมีการเห็นรูปด้วยตา ถูกแล้วจิตนั่นแหละทำหน้าที่ที่ตา แล้วก็มีการเห็นรูป เพราะว่า ตา นี้มันกระทบกันเข้ากับรูป รูปมากระทบตา เกิดจักษุวิญญาณ คือจิตที่เห็นรูป เห็นแจ้งรูปรู้แจ้งรูปว่าเป็นอะไร เราจึงพูดได้ว่า ผู้ที่เห็นรูปก็คือจิต แต่อย่าเพ่อเอาเป็นตัวตน มันเป็นจิตตามธรรมชาติ คือเห็นรูปก็จิตเป็นผู้เห็น

   ทีนี้ การเห็นรูป นั้น คือจิตกำลังทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ เมื่อรูปมาถึงตา มีจิตทำหน้าที่เห็น ตัวการเห็นนั้นคือตัวจิตที่กำลังทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ เพราะว่าจิตมันทำหน้าที่อย่างนั้น ในกรณีที่เกี่ยวกับรูป คือตา ฉะนั้นการเห็นก็คือ จิตกำลังทำหน้าที่ของมัน

   สิ่งที่ถูกเห็น เช่นเห็นต้นไม้ นั้นคือต้นไม้ต้นหนึ่งที่จิตสร้างขึ้นในวิถีแห่งจิต ไม่ใช่ต้นไม้นี้มันเข้าไปในตา ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่า จิตนั้นมันได้สร้างภาพชนิดนี้ เหมือนที่เห็นข้างนอกนี้ขึ้นในภายใน ระบบของจิตมันจึงเกิดเห็นต้นไม้ต้นนี้ แล้วต้นไม้ต้นที่จิตเห็นนั้น คือต้นไม้ที่จิตสร้างขึ้น ไม่ใช่ต้นไม้ต้นนี้ ฟังดูให้ดี เป็นต้นไม้ที่จิตมันสร้างขึ้นตามวิถีของจิต เห็นอยู่ในจิต ฉะนั้นสิ่งที่ถูกเห็นก็คือจิตอีกเหมือนกัน

   พูดอย่างนี้คนธรรมดาคงไม่เชื่อ หรือว่านักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายวัตถุก็คงไม่เชื่อ เพราะเขารู้กันแต่เรื่องวัตถุ แต่เรื่องของจิตแล้วมันกลายเป็นว่า อะไรๆ ก็คือจิตไปหมด ผู้เห็นก็คือจิต การเห็นก็คือจิต สิ่งที่ถูกเห็นก็คือจิตอีก มันถึงขนาดนั้น นี่เรียกว่า เรื่องของจิต อะไรๆ ก็คือจิต

   ทบทวนอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า ตาถึงเข้ากับรูป ก็เกิดจักษุวิญญาณมีการเห็นรูป ผู้เห็นก็คือจิตหรือจักษุวิญญาณ ทีนี้การเห็นก็เมื่อเกิดจักษุวิญญาณชนิดนี้แล้ว มันก็ทำหน้าที่ของมันเป็นการเห็น คือจิตที่อยู่ในหน้าที่ของจิต ก็มีการเห็น คือการกระทำที่เรียกว่าการเห็น ดังนั้น การเห็นก็คือจิต จิตที่ทำหน้าที่อย่างนั้น หรือการกระทำของจิต เป็นตัวจิตนั่นแหละ เรียกว่าเป็นการเห็น สิ่งที่ถูกเห็น ก็คือสิ่งที่จิตสร้างมันขึ้นมา เพราะการเห็นนั้น เป็นเรื่องของจิตในภายใน มันก็เห็นสิ่งที่เข้าไปกระทบจิตรู้สึก นั่นคือสิ่งที่จิตสร้างขึ้น ของข้างนอกมันเข้าไปในนั้นไม่ได้ แต่มันไปสร้างภาพขึ้นได้ใหม่ เปรียบเหมือนหนึ่งว่าที่เครื่องรับภาพของกล้องถ่ายรูป มันสร้างภาพขึ้นมาได้ในนั้นแล้วมันก็เห็น

   ในเรื่องของหูก็เหมือนกัน ผู้ได้ยิน ก็คือจิต การได้ยินก็คือจิต สิ่งที่ถูกได้ยิน ก็คือจิต จมูก--กลิ่น ผู้รู้กลิ่น ก็คือจิต การรู้กลิ่นก็คือจิต กลิ่นที่ถูกรู้สึกก็คือจิต รส ผู้รู้รสก็คือจิต การรู้รสก็คือจิต รสที่ถูกรู้จักก็คือจิต สัมผัส ผิวหนังนี่ ผู้สัมผัสก็คือจิต การสัมผัสก็คือจิต สิ่งทีถูกสัมผัสก็คือจิต ทีนี้เรื่องของจิตเอง จิตที่รู้อารมณ์ การรู้อารมณ์มันก็เป็นเรื่องของจิต คือตัวจิตชนิดหนึ่งในลักษณะหนึ่งในขณะหนึ่ง

   อะไรๆ ก็คือจิต เป็นคำพูดครอบจักรวาล ถ้าเข้าใจก็เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ จะโทษว่าพูดบ้าๆบอๆ ไม่รู้เรื่อง สิ่งที่รู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตทั้งสิ้น หรือเป็นเรื่องจิตโดยตรง พระพุทธเจ้าในชั้นลึก ก็คือจิตที่รู้ธรรมะ เป็นพระพุทธเจ้า ธรรมะก็คือสิ่งที่จิตรู้ พระสงฆ์คือจิตที่รู้ตามพระพุทธเจ้า

0058 ผลที่จิตปรุงมี ๔ ลักษณะ

0058 ผลที่จิตปรุงมี ๔ ลักษณะ

   ถ้าจะมาดูที่ ผลที่เกิดขึ้น เป็นบุญเป็นบาป เป็นอะไรเหล่านี้ มันก็เป็นเรื่องของจิต ในลัษณะอย่างนี้ เรียกว่าบาปเพราะมันผิด คือมันไม่ถูกและเป็นทุกข์ ถ้าเป็นเรื่องอย่างนี้ก็เรียกว่าบุญ เพราะมันไม่ได้เป็นทุกข์ มันรู้สึกเป็นสุข หรือว่าแม้แต่ว่า ไม่หวั่นไหว ไม่จัดเป็นบาปเป็นบุญ เขา เรียกว่า อเนญชา อย่างนี้มันก็ยังเป็นเรื่องของจิต หรือว่ามันอยู่เหนือโลก มันขึ้นพ้นอำนาจของสิ่งเหล่านี้เรียกว่า เหนือโลก มันก็ยังคือจิต ฉะนั้นจึงมีคำเรียกจิตนี้ต่างๆกัน เป็น กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตรจิต มันไม่มีอะไรที่มิใช่จิต

   ทีนี้อยากจะให้สังเกตุตามลำดับกันอีกแนวหนึ่ง เพื่อให้รู้ทีเดียวหมด ทั้งหมด จะมีคำสัก ๔ คำ คอยจำให้ดีว่า ๔ คำคือ คำว่า บาป คำหนึ่ง คำว่า บุญ คำหนึ่ง คำว่า อเนญชา คำหนึ่ง คำว่า โลกุตร อีกคำหนึ่ง คำว่าบาปคือจิต ที่ต้องใช้ คำว่า ที่มัน เลว ที่มันผิด ที่มัน เป็นทุกข์ หรือมัน เป็นชั่ว นี้เรียกว่าบาป บุญถูกความต้องการในโลก อย่างโลกๆ เป็นสุขอย่างโลกๆ
เป็นสุขของคนโง่ที่มีกิเลสก็เรียกว่าบุญ

   ถ้ามันสลัดความหมายของคำว่าบาปว่าบุญออกไปอยู่คล้ายๆ กับว่า ไม่มีบุญไม่มีบาป เขาเรียกว่า อเนญชา แปลว่า ไม่หวั่นไหวตามความหมายของคำว่าบาปว่าบุญ โดยเฉพาะเจาะจง ก็หมายถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ จะเป็นอเนชาอย่างยิ่ง หรืออรูปฌานทั้งหมดเป็นอเนญชาอย่างยิ่ง บางอาจารย์ขยายความต่ำลงมาถึงจตุตถฌานว่าเป็นอเนญชาด้วยเหมือนกัน

   ถ้าบาปมันเผ็ด ถ้าบุญมันหวาน แล้วแต่จะใชัคำไหน ถ้าว่า บาปมันขม ถ้าบุญมันหวาน แต่ถ้ามันไม่บาปไม่บุญไม่ขมไม่หวาน นั่นแหละมันจะมีความหมายแห่งอเนญชา เป็นจิตที่เป็นสมาธิ ไม่สนใจกับบุญกับบาป พวกนี้เป็น อเนญชา แต่มันยังมีความรู้สึก ในเวทนาในสัญญาในอะไรอยู่ ที่มันสูงขึ้นไปจากนั้นอีกก็เป็นโลกุตระ ขึ้นเหนือโลกเหนือความหมายแห่งโลก เหนือคุณค่าของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เรียกว่า โลกุตระ ไม่มีการปรุงแต่งเลย แล้วก็เรียกเป็นโลกุตระ รู้จักสิ่ง ๔ สิ่งนี้ คือรู้จักทั้งหมดไม่ยกเว้นอะไร ผู้ใดรู้จักสิ่งทั้ง ๔ สิ่งนี้ ผู้นั้นก็จะรู้จักหมดทุกสิ่งไม่มีอะไรเหลือ สรุป ๔ สิ่งนี้คือ บาป บุญ อเนญชา โลกุตระ นี้เป็นภาษาธรรมะ

   ทีนี้มาดูโดยภาษาคน ก็จะมีสัก ๔ ชนิด ๔ ระดับ เหมือนกัน คือ นรก นรกเลวมาก ต่ำมาก แล้วก็สูงขึ้นมาอีกชั้นหนี่งก็คือ มนุษย์ มนุษย์นี้มันดีกว่านรก สูงขึ้นไปกว่ามนุษย์ ก็คือ เทวดา-เทพ กระทั่งชั้นพรหม ก็คือเทพ ทีนี้สูงขึ้นไปอีกก็คือ นิพพาน

   นี้ถ้าพูดให้เป็นสมมุติ เหมือนกับว่าเป็นวัตถุเป็นโลกเป็นอะไรขึ้นมา โลกนรกต่ำสุด สูงขึ้นมาเป็นโลกมนุษย์ คือผิวดินนี้ สูงขึ้นมาอีกก็เป็นเทวดา เทวดา ทั้ง๖ ชั้นก็ดี รูปพรหมก็ดี อรูปพรหมก็ดี พ้นพรหมโลกก็มีแต่ นิพพาน

   ถ้านรกคือใต้ดิน บาป ผิวดินก็คือมนุษย์ เทวดาชั้นต่ำๆ พวกที่ยังอยู่ในกามารมณ์ แม้จะเป็นเทวดา ก็เรียกว่า พวกบุญเหมือนกัน ถ้ามันเก่งกว่านั้นมันเป็น พวก อเนญชา แต่ก็เรียกว่าเทวดาเหมือนกัน สูงจากนั้นเป็นนิพพาน

   พวกใต้ดินคือนรก พวกผิวดินคือมนุษย์ พวกบนฟ้าคือพวกเทวดา อวกาศนอกออกไปจากอากาศนี้เป็นสุญญกาศเป็นอวกาศนั่นนะคือ นิพพาน นี่เป็นการเปรียบเทียบให้เห็น ไม่ใช่ว่าเป็นตัวจริง ทั้งหมดนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากจิต ที่มันอยู่ในลักษณะต่างๆกัน

   บาป บุญ อเนญชา เรื่องของมนุษย์และเทวดา อย่างนี้เรียกว่ามันเป็น สังขตธาตุ คือธาตุที่มีการปรุงแต่งได้ ส่วน นิพพาน มันเป็นอสังขตธาตุ คือธาตุที่ปรุงแต่งไม่ได้

0060 จากสังขตะไปสู่อสังขตธาตุ เป็นเรื่องของจิต

0060 จากสังขตะไปสู่อสังขตธาตุ เป็นเรื่องของจิต

   เอามาจับกลุ่มกัน เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องอเนญชานี้เป็นสังขตธาตุ เป็นธาตุที่มี ปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนเรื่อง นิพพานนั้นเป็นอสังขตธาตุ คือ ธาตุที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ไม่มีการปรุงแต่ง ที่มันวนเวียนอยู่ในกองทุกข์นี้ ก็คือธาตุที่มีปัจจัยปรุงแต่ง มีการปรุงแต่ง ถ้าหยุดการปรุงแต่ง เหล่านั้นเสีย ไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่งมันกลายเป็นอสังขตธาตุ แล้วเป็น ดับทุกข์สิ้นเชิง ถ้ามันมีการปรุงแต่งอยู่ มันก็เป็นทุกข์ไปเรื่อยๆ ตามการแปรุงแต่ง ท่านระบุเอาการปรุงแต่ง นั่นแหละว่า เป็นตัวความทุกข์ หยุดการปรุงแต่งเสียเป็นความสุขอย่างยิ่ง เป็นบาลีว่า เตสํ วูปสโม สุโข เมื่อสวดบังสุกุลชักอนิจจาคนตายจะได้ยินคำว่า เตสํวูปสโม สุโข ระงับเสียซึ่งสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข คือไม่มีการปรุงแต่งนั้นน่ะ เป็นความสุขมีความสุข ถ้ายังมีการปรุงแต่งอยู่ยังมีความทุกข์ แต่แล้วมันก็คือธาตุ ธาตุที่ปรุงแต่ง ธาตุที่ไม่ปรุงแต่ง ถ้าเราจะพูดให้สั้นที่สุด ก็พูดได้คำสองคำว่า จากสังขตธาตุไปสู่อสังขตธาตุมันมีเท่านี้ เรื่องของจิตทั้งหมดมันมีเพียงว่า จากสังขตธาตุไปสู่อสังขตธาตุ

   จิตเป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้ว เป็นพวกสังขตธาตุ คือ ปรุงแต่งได้ ทีนี้จิตได้รับการปรุงแต่ง มีการปรุงแต่งอยู่เรื่อย ปรุงแต่งอยู่เรื่อยๆ กว่าจะเป็นโพธิจิต ทีนี้มันก็ ข้ามไปสู่ฝ่ายอสังขตธาตุ ฉะนั้นเราพูดได้สั้นๆว่า เรื่องของจิตนั้นไม่มีอะไร นอกจากว่า จาก สังขตะไปสู่อสังขตะ มีเท่านั้นแหละ แต่คำเหล่านี้ไม่เคยได้ยิน เดี๋ยวก็ฟังไม่ถูก แล้วก็เลิกกัน จะพูดให้สั้นก็ว่า จากทุกข์ไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เรื่องของจิตอันยืดยาวกว้างขวางมันไม่มีอะไรนอกจากพูดว่าจากความทุกข์ ไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ธรรมะทั้งหมด ๘ หมื่น ๔ พัน ธรรมขันธ์หรือเท่าไรก็ตามมันมีย่อๆ สั้นๆ เพียงว่า จากความทุกข์ไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ถ้าพูดโดยปรมัตถ์หน่อยก็พูดว่า จากสังขตะไปสู่อสังขตะ เรื่องมันมีเท่านั้น อะไรๆ มันก็เป็นสักแต่ว่าจิตแล้วมันมีอาการคือจากสังขตะแล้วไปสู่อสังขตะ แล้วเรื่องมันก็จบ

   นี่คือความหมายของคำว่าธรรมะเล่มน้อย ที่พูดได้เพียงไม่กี่คำ อย่าลืมทบทวนที่พูดว่า จากธาตุตามธรรมชาติปรุงแต่งกันมา มีจิต อะไรๆ ก็คือจิตจนกว่าจะมีโพธิจิต ครั้นมีโพธิจิตแล้วก็มาถึงนิพพาน เลิกกันๆ จบกัน ยักษ์ตายเรื่องก็จบ เรื่องมีอย่างนี้ จากทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ เท่านั้น

0062 แนวปฏิบัติจากสังขตะสู่อสังขตะเทียบกับพฤกษาแห่งชีวิต

0062 แนวปฏิบัติจากสังขตะสู่อสังขตะเทียบกับพฤกษาแห่งชีวิต

จากสังขตะไปสู่อสังขตะ หรือจากทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ ปฏิบัติกันอย่างไร ? ก็คือเหมือนกับปลูกต้นไม้ ๕ ต้น

ต้นที่หนึ่ง เป็นเรื่องร่างกาย เรียกว่า กายพฤกษา

ต้นที่สอง มันเป็นเรื่องของจิต เรียกว่า จิตตพกษา

ต้นที่ที่สาม คือ โพธิพฤกษา คือต้นไม้ทางสติปัญญา

ต้นที่สี่ คือเมตเตยยพฤกษา พฤกษาแห่งความเมตตา

ต้นที่ห้า คือวจีพฤกษา

   กายพฤกษา ความถูกต้องทางกาย จงมีการประพฤติ กระทำ หรือปรุงแต่ง ทำให้ถูกต้อง ด้วยการประพฤติข้อปฏิบัติในทางกาย ถ้าพูดอย่างศีลพระปาฏิโมกข์ ก็ ถูกต้องทางมรรยาทที่เนื่องอยู่กับกาย ถูกต้อง ทางโคจร คือสถานที่ต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย เราก็ต้องประพฤติให้มันถูกต้องด้วยที่มาที่ไป ตลอดถึง วัฒนธรรมประเพณีทั้งหลายที่มันเกี่ยวกับร่างกายภายนอก มันก็ถูกต้องด้วย ถ้าทำสำเร็จตามนี้ก็เรียกว่าเราปลูกกายพฤกษา เจริญงอกงาม รุ่งเรือง เยือกเย็นทางด้านกายแล้ว

   วจีพฤกษา ความถูกต้องทางวาจา และเกียวกับการสือสาร จะเป็นการเขียนรูป เขียนภาพ มันเป็นพวกวาจาด้วยกันทั้งสิ้น ก็ต้องประพฤติถูกต้องตามกฏของวาจา วจีกรรมที่เป็นกุศลกรรมบถถูกต้องหมด
นี้คือวจีพฤกษา

   จิตตพฤกษา ระบบจิต จิตแม้จะอาศัยอยู่ที่กาย มันก็ไม่ใช่กาย จิตมันก็เป็นจิต แล้วยังมีสิ่งที่เนื่องอยู่กับจิตหรือฝ่ายจิต ระบบประสาททั้งหลายก็จัดเป็นฝ่ายจิตซึ่งมีเรื่องสมาธิเป็นหลัก เจริญสมาธิก็คือเจริญจิต สมาธิที่แท้ตามความหมายในธรรมคือจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์จะไม่มีกิเลสกวน จิตพร้อมที่จะทำหน้าที่ของมัน นี่จึงเรียกว่า สมาธิ อันหนึ่งมันบริสุทธิ์ อันหนึ่งมันตั้งมั่นเข้มแข็ง อันหนึ่งมันไวต่อความรู้สึก ไม่ใช่นั่งหลับตาเฉยๆ ไม่คิดอะไร สรุปคือ มีปริสุทโธ - บริสุทธิ์ สมาหิโต - ตั้งมั่น ก้มมนิโย - มีความว่องไวต่อการงานที่สุด นี้คือ จิตตพฤกษา

   สมาธินี้มีผลมาก สิ่งแรกคือจะมีความสุข สามารถใช้จิตที่เป็นสมาธิทำปาฏิหาริย์ต่างๆก็ยังได้ เป็นจิตที่มีสติสมบรูณ์ ไม่ผิดพลาดรอบคอบสมบรูณ์ด้วยสติ ข้อสำคัญเป็นจิตพร้อมที่จะเจริญมรรคผลนิพพานสูงขึ้นต่อไป

   ต้นถัดไปคือ โพธิพฤกษา เป็นจิตที่จะอบรมความรู้ ความรู้ในทางธรรม คือความรู้แจ้งเห็นแจ้ง ความรู้แจ้งไม่อาจจะเรียนโดยทางหนังสือ และไม่อาจจะประสบได้ด้วยการใช้เหตุผล คือมันเหนือเหตุเหนือผลต้องผ่านสิ่งนั้นเข้าไปจริงๆ เสร็จแล้วจึงจะรู้แจ้งในสิ่งนั้น เราเรียกความรู้นี้ว่า โพธิ ความรู้ที่เป็นความเห็นแจ้ง ไม่เพียงแต่ความเรียนรู้ หรือความเข้าใจ ความรู้มันก็จบเอาที่เห็นแจ้งต่อพระนิพพาน

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...