“...คนเราต้องรู้จักรักการรักงาน รักคำพูด รักหน้าที่ของเรา
ทำงานใด ๆ จึงจะไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย
คนใดที่ไม่รักการรักงาน...ทำงานแล้วก็เหนื่อย ก็เมื่อย
ทำนิดหน่อย ก็ว่าตนทำมาก...มันเป็นอย่างนี้
ท่านจึงว่า ‘วัฏสงสารยืนยาวนาน’ ว่างั้น
ส่วนคนธรรมดากล่าวว่า
‘ตายแล้วเกิด-เกิดแล้วตาย...(เหมือนกับ)มดแดงไต่ขอบ(กระ)ด้ง’
บ้านผมว่าอย่างนี้
คือหมายถึง วัฏสงสารเหมือนกับมดแดงไต่ขอบ(กระ)ด้ง
ไม่มีทางออก...วนเวียนอยู่อย่างนั้น
ที่พูดนี้...เป็นวัฏสงสารของคนที่ยังไม่รู้
ส่วนวัฏสงสารตามแบบของพระพุทธเจ้านี้
ไม่ใช่ที่ว่านั้นนะครับ
แต่หมายถึง ‘ความคิด’ นี่ล่ะ...ไม่ใช่อย่างอื่นนะ
เรื่องการคิดนี้...มันคิดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาเลยละครับ
นี่...มันไม่ใช่ตายเน่าเข้าโลงไปอย่างนั้นนะ
อันนี้แหละ วัฏสงสาร...เกิดแล้วตาย-ตายแล้วเกิด
เกิดแล้วตาย-ตายแล้วเกิด...อยู่อย่างนั้นล่ะ
‘มันคิดนั่นแหละครับ...เกิดวัฏฏะแล้ว’
อย่างนี้ล่ะเรียกว่า...‘วัฏสงสารอย่างของผู้มีปัญญา’
ถ้าวัฏสงสารของผู้ไม่มีปัญญา ก็ว่า
‘ตายเน่าเข้าโลงไปโน่นล่ะ ตายไปแล้วก็มาเกิดอีกหน
ตายไปแล้วไปตกนรก...ไปสวรรค์ แล้วกลับมาเกิดอีกหน’
แน่ะ! อันนั้นท่านเรียกว่า...‘วัฏสงสารของคนไม่มีปัญญา’
วัฏสงสารของคนมีปัญญา ก็หมายถึง...ความคิด
‘มันคิดขึ้นมาปุ๊บ...เห็นปั๊บ’ มันเป็นอย่างนี้
นี่...ท่านว่าอย่างนั้น
คำว่า ‘วัฏสงสาร’ มันจึงต่างกัน...”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น