(29) “การอุทิศคือการปลดปล่อย”
ขยายความ ในตันตระ ไม่มีวิธีไหนเหนือกว่ากัน มีแต่วิธีฝึกที่ผู้นั้นต้องหาให้เหมาะกับจริตและชนิดของใจตัวเอง เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการฝึกเท่านั้น วิธีนี้เหมาะกับคนที่ชอบใช้หัวใจมากกว่าสมอง ในขณะที่ วิธีก่อนหน้านี้ (วิธีฝึกนอนใน “ท่าศพ” ของโยคะ) เหมาะกับคนที่ชอบใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในการจะฝึกตันตระ ผู้นั้นควรจะรู้จักตัวเองให้ได้ก่อนว่าเป็นคนแบบไหน จะทำให้ก้าวหน้าได้เร็วโดยเลือกวิธีฝึกของตันตระที่เหมาะสมกับตัวเอง
การอุทิศตัวคือการมุ่งไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา จะว่าไปแล้ว การอุทิศตัวมีลักษณะของคนตาบอด เพราะในการอุทิศตัวนั้น สิ่งอื่นย่อมมีความหมายมากกว่าตัวเราเสมอ การอุทิศตัวจึงเป็นความไว้วางใจขั้นสูงสุดที่คนเรามีต่อคนอื่น ทำให้คนที่ชอบใช้สมองมากกว่าหัวใจไม่อาจอุทิศตัวได้เต็มที่ เพราะไม่อาจไว้ใจคนอื่นได้อย่างสิ้นเชิง ขณะที่การอุทิศตัวคือ การก้าวกระโดดไปสู่สิ่งที่ไม่รู้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
ความรัก ถ้าพัฒนาไปถึงขีดสุด มันจะกลายเป็นการอุทิศตนอันเป็นสภาวะที่ไม่มีตัวเอง มีแต่ “ผู้เป็นที่รัก” ผู้เป็นเป้าแห่งการอุทิศตัวของเราเท่านั้น เนื่องจากที่สุดของความรัก คือการอุทิศตัวการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจิตใจเรานั้น ล้วนมาจากการอุทิศตัวทั้งสิ้น การอุทิศตัวจึงสามารถ “ปลดปล่อย” ผู้นั้นได้
เมื่อใดก็ตามที่คนที่เรารักสำคัญกว่าตัวเราเอง เราจะสามารถตายเพื่อคนคนนั้นได้ และหากเราสามารถตายเพื่อคนคนนั้นได้ เราก็สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อคนคนนั้นได้เช่นกัน คนเราหากไม่อาจตายเพื่อใครได้ก็ไม่อาจอยู่เพื่อใครได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง คนเราจึงสามารถพานพบอิสรภาพจากการปลดปล่อย ปลดเปลื้องได้ท่ามกลางความรัก ความอุทิศตัว ความรักคือสิ่งที่มีความหมายเดียวกับอิสรภาพ โดยที่อิสรภาพที่สมบูรณ์แบบจะเป็นการอุทิศตัว ด้วยเหตุนี้ ความรักจึงไม่ใช่การกระทำ แต่เป็นสภาวะจิตที่เมื่อพัฒนาการไปถึงขีดสุด สภาวะจิตที่เป็นความรักนี้จะไม่พุ่งเป้าไปที่คนใดคนหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการเฉพาะตัว แต่มันจะขยายไปสู่ทั้งหมด กลายเป็นความเมตตา กลายเป็นการภาวนา
เมื่อนั้น เราจะเพียงแต่รักเท่านั้น ดุจการหายใจของตัวเรา ความรักที่เป็นการอุทิศตัวแบบนี้ จักกลายเป็นการหายใจทางจิตวิญญาณที่ให้ความมีชีวิตชีวาแก่ตัวเรา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น