#พระศิวะ แปลว่า ผู้ปี่ยมความกรุณาในการชุบชีวิตต่างๆ ให้บริสุทธิ์ พระองค์คือมหาโยคี จอมราชาของเหล่าทวยเทพและมุนีทั้งปวง
อันประกอบไปด้วยบรรดาฤาษี โยคี มุนี ดาบส ฯลฯ
ตำนานระบุว่า พระศิวะเกิดจากพระเวทและพระธรรมที่ช่วยกันเนรมิตพระองค์ขึ้นมาเพื่อสร้างโลกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่โลกได้ละลายกลายเป็นอากาศมาช้านาน โดยมอบฤทธิ์ อำนาจ ให้พระศิวะ มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด สามารถประทานพรให้กับบุคคลใดก็ได้ โดยไม่มีเลือกที่รักมักที่ชัง มีความกรุณาต่อทุกชีวิตในไตรโลก ไม่ว่า อินทร์ พรหม ยมยักษ์ อสูร เทวดา พญานาค นางอัปสร หรือ คนธรรพ์ ฯลฯ ผู้ที่รับพรนั้นๆ ไป ก็มีฤทธิ์เป็นไปตามพรของพระศิวะทุกประการ
พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคู่พระทัยคือ พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี หรือ พระอุมาเทวี หรือชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่า พระนางปาราวตี ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด พระแม่อุมามหาเทวีปรากฏอยู่ในทุกคัมภีร์ทุกตำรา ด้วยเพราะพระศิวะนั้นไม่ปรากฏว่าจะมีพระชายาอีกมากมายดังมหาเทพองคือื่น ๆ
พระศิวะทรงเป็นพระบิดาของพระพิฆเนศวรและพระขันธกุมาร พระโอรส ๒ พระองค์นี้ประสูติจากพระแม่อุมา อัครมเหสีคู่บารมี
พระศิวะมียังพระชายาคู่บารมีอีก ๒ พระนาง คือ พระคงคาและพระนางสนธยา พระแม่คงคาซึ่งเป็นพระพี่นางของพระแม่อุมามหาเทวี อัครมเหสีของพระศิวะนั้น แต่เดิมก็เป็นพระชายาองค์รองๆ ของพระนารายณ์หรือพระวิษณุซึ่งเมื่อได้มีเรื่องมีราวขัดแย้งบาดหมางกันระหว่างบรรดาพระชายาพระวิษณุ จนก่อเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ พระวิษณุจึงได้นำพระแม่คงคามาถวายให้เป็นพระชายาของพระศิวะ
ส่วนพระนางสนธยานั้นเป็นธิดาของพระพรหม มหาเทพอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีความผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเป็นเหตุให้พระพรหมผู้เป็นบิดาทรงกริ้วนัก และปรารถนาที่จะลงโทษพระธิดาสนธยาอย่างหนัก ซึ่งพระธิดาก็เกรงกลัวที่จะถูกลงโทษทัณฑ์ จึงได้แปลงกายเป็นนางเนื้อหลบลี้หนีพระบิดาไปเสีย
พระพรหมเองก็ไม่ยอมลดละ ด้วยความกริ้วถึงกับนิรมิตองค์เป็นกวางตามนางเนื้อไปในทันที พระศิวะได้ทรงบังเอิญมาพบเห็นเข้า ก็จึงได้มีความเห็นใจพระธิดาสนธยา ครั้นจะห้ามปรามพระพรหมผู้เป็นบิดาของพระนางสนธยาก็ดูจะกระไรอยู่ จึงได้ยับยั้งความกริ้วของพระพรหมในครั้งนั้นด้วยการแผลงศรไปถูกเศียรกวางขาดกระเด็น
เมื่อพระพรหมกลับคืนมาสู่ร่างเดิม ก็จึงได้คลายความโกรธ และพระศิวะก็ได้พูดคุยกับพระพรหมให้ยกโทษให้กับพระธิดา และการขออภัยโทษแก่พระนางสนธยานั้นคงจะไม่เป็นการสำเร็จโดยง่าย พระศิวะจึงได้ใช้วิธีทูลขอพระนางสนธยามาเป็นพระชายา ด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน พระพรหมจึงได้ยินดียกพระธิดาให้ไปเป็นพระชายาของพระศิวะ ด้วยเหตุนี้เองที่พระธิดาสนธยาจึงไม่ต้องถูกพระบิดาลงโทษ
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการที่มีพระชายาเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นเพราะพระศิวะออกไปแสวงหาด้วยความมากรักหลายใจแต่อย่างใด
พระศิวะ ไว้ผมยาวสลวยแบบฮิปปี้ แลดูคล้ายจิตรกร นักดนตรีร็อคหรือศิลปินมีพระพักตร์หล่อเหลาคมคายมากกว่าเทพองค์ใด สังเกตจากภาพเขียนของอินเดีย จะให้ความสำคัญกับพระองค์ค่อนข้างมากในเรื่องนี้ ทรงแต่งพระองค์แบบปอนๆ (สูงสุดคืนสู่สามัญ) จึงได้รับความนิยมจากศิลปินแห่งโลกตะวันตก รวมทั้งศิลปินไทย เช่น นักดนตรีในยุคซิกส์ตี้-เซเว่นตี้ โดยเฉพาะพวกบุปผาชนที่แอนตี้สงครามและใฝ่หาเสรีภาพต่างศรัทธาและบูชาพระองค์เป็นเสมือนฮีโร่ในดวงใจ
ทรงฉลองพระองค์ง่ายๆ สบายๆ แบบกันเองเหมือนไม่ทรงถือตัว เช่น นุ่งผ้าเตี่ยว ห่มหนังเสือหรือหนังกวางเพียงผืนเดียว ห้อยลูกประคำที่ทำจากเม็ดรุทรากษะ มีพญางูพันพระศอ และสร้อยสังวาลเป็นรูปหัวกะโหลก ช่วยเพิ่มความขลังให้น่าเกรงขามยิ่งขึ้นไปอีก
พระองค์มีดวงเนตรที่สาม จะลืมพระเนตรขึ้นก็ต่อเมื่อมีเหตุอันสำคัญเกิดขึ้นที่พระองค์จะต้องลงมือปราบปรามหรือแก้ไขปัญหาต่างๆให้ลุล่วง ตรีเนตรหรือดวงเนตรที่สามนี้ สามารถเผาผลาญทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าให้แหลกเป็นผุยผงไปได้ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ พระศิวะประลองฤทธิ์กับพระนารายณ์ ไม่มีใครแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด พระพรหมเห็นดังนั้น จึงเดินเข้าไปต่อว่าพระศิวะ หาว่าพระองค์ไม่สามารถปราบได้แม้กระทั่งมหาเทพที่พระองค์สร้างขึ้นมาเอง
พระศิวะทรงพระพิโรธที่ถูกหยามหมิ่น จึงเผลอลืมเนตรที่สามขึ้น ทำให้เศียรข้างหนึ่งของพระพรหมมอดไหม้มลายไป มิอาจกลับคืนมาได้อีกเลยนับตั้งแต่นั้น จากเดิมที่พระพรหมมี ๕ เศียร จึงเหลืออยู่เพียง ๔ เศียร อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน
พระศิวะทรงเป็นเทพเจ้าแห่งพร ๑๐๘ ประการ จะประทานให้กับผู้อื่นที่ทำความดีเท่านั้น พวกมิจฉาชีพอย่าไปขอพรท่านเข้าล่ะ ดีไม่ดี ท่านอาจให้โทษได้ ถ้าสืบทราบมาว่าเป็นคนชั่วช้าเลวทราม ก็พระองค์คือเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างโลกที่โสมมนัสให้สะอาดแล้วสถาปนาขึ้นมาใหม่เป็นมาอย่างนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์
หากพระองค์ไม่ทรงลงมือเอง ก็ต้องมีพระนารายณ์ลงมาปราบ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ หรือไม่ก็พระแม่ทุรคา พระแม่กาลี พระชายาของพระองค์เองมาทำการปราบ
ส่วนใครที่มีทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ ก็สามารถขอพรจากท่านให้พ้นทุกข์ได้ แต่ต้องปฏิบัติตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีเป็นพื้นฐาน หรือผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยากจะอาการทุเลาอาการลง
นอกจากนี้ พระศิวะยังทรงเป็นบรมครูทางด้านนาฏยศาสตร์หรือนาฏศิลป์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ท่าร่ายรำ ๑๐๘ ท่าของพระองค์ มีพระฤาษีภารตะมุนีเป็นผู้บันทึกไว้แล้ว ถ่ายทอดแก่ชาวโลก เรียกว่า “นากยัม” นับเป็นต้นแบบการร่าบรำของชมพูทวีปที่ถ่ายทอดไปสู่ดินแดนอื่นๆ
หากคุณนึกถึงการร่ายรำเมื่อใด ต้องนึกถึงระบำแขกก่อน สาเหตุก็เพราะการร่ายรำของอินเดียมีลีลาที่เร้าใจ ได้อารมณ์สุนทรีย์ ในเรื่องของท่าทาง การส่ายเอว ส่ายสะโพก เพราะว่าพวกเค้า สืบสานตำนานนาฏยศิลป์มาจากองค์พระศิวะ ดังที่มีคำนิยามว่า “พระผู้เขย่าจักรวาลด้วยการร่ายรำ”
พระนามเด่นของพระศิวะ
1. พระอิศวร หมายถึง เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
2. ภูเตศวร หมายถึง มีภูตผีเป็นบริวาร
3. มหารุทรเทพ หมายถึง เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง
4. มหากาลไภรวะ พระไภราพ หรือ พระพิราพ
5. มหาเทวะ หมายถึง มหาเทพผู้ที่มีความยิ่งใหญ่และเป็นใหญ่เหนือเทพอื่นใด
วิมานสถิต
ป่าหิมพานต์ เขาไกรลาศ
สัญลักษณ์
ศิวลึงค์ พระจันทร์เสี้ยว
เอกลักษณ์
วรรณะสีขาว แดง หรือดำ เส้นพระเกศายาวมุ่นอย่างฤาษี มีพระจันทร์นเสี้ยวอยู่บนพระเกศ มีตรีเนตร (ดวงตาที่สาม) บนพระนลาฏ มีงูพันพระศอซึ่งป็นสีดำ ห้อยประคำทรงอาวุธตรีศูล ที่คล้องไว้ด้วยกลองบัณเฑาะว์
เศียรครู (ศรีษะโขน)
ทรงมงกุฏชัย
พาหนะบริวาร
โคนนทิราช หรือ โคอุศุภราช เป็นเทวดาองค์หนึ่ง
วันประจำพระองค์
วันจันทร์
สัญลักษณ์แห่งธาตุ
ธาตุดินภูเขา (ตามลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ประดุจยอดเขาหิมาลัย)
จุดประสงค์ในการบูชา
ขอพร ๑๐๘ ประการ ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งพร เทพเจ้าแห่งพิธีบวงสรวง เทพเจ้าแห่ง เสียงเพลงและการร่ายรำ ผู้บำบัดอาการไข้และความทุกข์ ทรงมีมหากรุณายิ่งกว่าเทพทั้งหลาย
บุคคลที่ควรบูชา
- ผู้เรียนโยคะหรือบำเพ็ญตบะแบบฤาษี
- ผู้ที่ต้องการขอพร ต่าง ๆ
- ผู้ที่ต้องการอำนาจพิเศษ
- ผู้ที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย
- บุคคลทั่วไปที่ศรัทธา
เทศกาลบูชา
นิตยศิวาราตรี บูชาในวันจันทร์ข้างขึ้น ตลอดทั้งปี
มาสศิวาราตรี บูชาในวันจันทร์ดับ (วันแรม ๑๕ ค่ำของทุกๆเดือน) ตลอดทั้งปี
มาฆะศิวาราตรี บูชาในวันแรม ๑๔ ค่ำ ของเดือนมาฆะ (ก.พ. - มี.ค.)
มหาศิวาราตรี บูชาในวันจันทร์เพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนมาฆะ (ก.พ. - มี.ค.)
การบวงสรวง
เครื่องบวงสรวง ดอกดาวเรือง ธูปกำยาน นม เนย ใบพลู
คาถาบูชาแบบย่อ “โอม นะมัส ศิวายะ”
คาถาบูชา “โอม นะมะ ศิวายะ ศิวายะ นะมะ โอม ศิวายะ นะมะ โอม ศิวายะ ศิวะ ศิวะ ศิวะ ศิวายะ นะมะ โอม ฮาระ ฮาระ ฮาระ ฮาระ ฮารายะ นะมะ โอม”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น