วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โทรจิต หรือ #Telephaty

โทรจิต หรือ #Telephaty
คือ การรับรู้ความรู้สึกพิเศษจากความคิดของบุคคลอื่นหรือ
หมายถึงการติดต่อสื่อสารทางจิตจากจิตหนึ่งไปสู่อีกจิตหนึ่ง คำๆ นี้อนุพันธ์มาจากภาษากรีกคือ tele หรือโทร ซึ่งหมายถึง “หนทางไกล” (distance)
และ pathe หรือ จิต หมายถึง “ความรู้สึก” (felling)
หรือ “เกิดความรู้สึกขึ้น” (#occurrance)
และนอกจากนี้ยังมีคำอื่นๆ ที่อธิบายปรากฎการณ์นี้อีก เช่น“การติดต่อสื่อสารทางชีวภาค” (#biocommunication)

ความจริงแล้วมนุษย์เราได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ทางโทรจิตมาตังแต่สมัยบรรพกาลแล้ว แต่คนสมัยก่อนคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เช่น การเกิดลางสังหรณ์ หรือฝันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

อันที่จริงมนุษย์สมัยโบราณมีการติดต่อกันด้วยพลังจิตดีกว่าคนสมัยนี้เสียอีกเพราะภาวะจิตใจไม่ถูกรบกวน
และภาษาในสมัยนั้นก็ไม่สลับซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญลักษณ์ หรือ รูปภาพ
ซึ่งสามารถเข้าใจและถ่ายทอดกันได้ง่าย

แต่พอความศิวิไลซ์ของมนุษย์ก้าวเข้ามา อำนาจพิเศษในด้านพลังจิตของมนุษย์นั้นก็ถูกบดบังไปอย่างน่าเสียดาย
และมิหนำซ้ำ กลับกลายเป็นว่าเรื่องของอำนาจจิตเป็นเรื่องของพวกคลั่งศาสนาและไสยศาสตร์ไปเสียอีก

นักวิทยาศาสตร์เพิ่มจะหันมาสนใจเรื่องของโทรจิตเมื่อไม่กี่สิบปีมานี่เอง
นักวิทยาศาสตร์ชาติที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้มากที่สุด คือ รัสเซีย
เหตุที่ทำให้รัสเซียสนใจเรื่องราวของการติดต่อด้วยพลังจิตนี้ก็เพราะแรงกระตุ้นจากนักแสดงละครสัตว์
ชื่อ วลาดิมีร์ ดูรอฟ เขาเป็นนักฝึกสัตว์ที่มีความชำนิชำนาญมาก
ดูรอฟเชื่อว่าสัตว์ที่เขาฝึกสามารถอ่านจิตใจของเขาออก และมันสามารถจับกระแสจิตของเขาได้ อย่างในการสั่งให้สนุขวิ่งไปที่โต๊ะแล้วคาบเอาหนังส่อที่วางอยู่บนนั้นมาให้ เขา

ดูรอฟก็จะเริ่มการส่งโทรจิตด้วยการจับหัวสุนัขตัวนั้นเข้ามาไว้ในระหว่างมือทั้งสองข้าง
แล้วก็จ้องมองมันตาเขม็ง จากนั้นเขาจะค่อยๆ ถ่ายทอดคลื่นความคิดเข้าไปในดวงจิตของมัน อธิบายถึงสิ่งที่จะให้มันทำทีละขั้นตอนด้วยจิตต่อจิตโดยไม่ปริปากพูดเลยสัก คำ แล้วสุนัขแสนรู้ของเขาก็วิ่งปร๋อเข้าไปคาบหนังสือมาให้เขาดังประสงค์
สร้างความประหลาดใจและประทับใจแก้ผู้ชมยิ่งนัก

หลังจากที่เฝ้าดูละครสัตว์ของดูรอฟแสดงอยู่ได้ไม่นาน
วลาดิมีร์ เบคห์เทเรฟ (พ.ศ.2400-2470) นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโซเวียต
ก็อดรนทนไม่ไหวต้องกระโดดเข้ามาศึกษาในเรื่องนี้ และผลการศึกษาก็เป็นที่น่าพอใจมาก เพราะดูรอพสามารถส่งกระแสจิตให้สุนัขของเขาทำตามคำสั่งได้แม้ว่าสุนัขตัว นั้นจะไม่เห็นตัวเขาก็ตาม

และที่ทำให้เบคห์เทเรฟปักใจเชื่อในเรื่องการส่งถ่ายความคิดนี้ยิ่งก็คือ
คำสั่งเหล่านั้นเขารู้เพียงคนเดียวโดยที่ดูรอพไม่เคยรู้มาก่อนเลย

จากงานทดลองร่วมกับดูรอพนี่เองที่ทำให้เบคห์เทเรฟมีแรงหนุนเนื่องให้หันมาศึกษาเรื่องของโทรจิตอย่างจริงจัง

หลังจากนั้นเขาก็ได้เป็นหัวหน้าสถาบันวิจัยสมอง แห่งมหาวิทยาลัยเลนินกราด

ในปี 2465 เขาตั้งคณะกรรมการเพื่อการศึกษาการสะกดจิต และทดลองส่งกระแสจิตระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ขึ้นในการทดลองครั้งหนึ่งบันทึกไว้ว่า

ส่ง : รูปสามเหลี่ยมที่มีรูปวงกลมอยู่ข้างใน ผู้รับก็สนองตอบในทันที (วาดรูปเป้า)

ส่ง : ภาพเครื่องจักรวาดด้วยดินสอแบบง่ายๆ ผู้รับก็ปฏิบัติตามได้อย่างแน่นอนและยังตรวจดูเส้นร่างรูปของเครื่องจักรใหม่อีกตั้งหลายครั้ง

ในปี พ.ศ. 2467 เบคห์เทเรฟได้ตัวผู้ที่อุทิศตนให้กับการทดลองทางโทรจิตอีกคนหนึ่ง
คือ ลีโอนิค แอล. วาซิลิเอฟ (พ.ศ. 2434 – 2509) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขาเอง (ต่อมาได้เป็นศาสตรจารย์ทางประสาทสรีระวิทยาประจำสถาบันวิจัยสมอง)

วาซิลิเอฟปักใจเชื่อในเรื่องของโทรจิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เนื่องจากประสบการณ์ที่เขาต้องเอาชีวิตเข้าแลก ตอนอายุ 12 ขวบ
เขาตกลงไปในแม่น้ำและเกือบจะจมน้ำตายเขาบอกผู้ปกครองของเขาฟังว่า
เธอเห็นเขากำลังจะจมน้ำและยังเห็นรายละเอียดอีกด้วยว่า
หมวกสีขาวใบใหม่ของเขาถูกพัดพาไปับกระแสน้ำด้วยนี่เอง
ที่ทำให้วาซิลิเอฟต้องหันเหชีวิตมาทุ่มเทให้กับการศึกษาทางโทรจิต
เพื่อหาข้ออรรถาธิบายทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้

อีกสองปีต่อมา วาซิลิเอฟได้ดำเนินชุดการทดลองของเขาเองที่โรงพยาบาลเลนิน กราด ซึ่งเป็นการศึกษาการสะกดคนให้คนที่ถูกสะกดจิตแสดงกิริยาท่าทางอันน่ารำคาญ เล็กๆ น้อยๆ
เช่น ให้ยกแขน ยกขา หรือแม้กระทั่งเกาจมูก
เขาประสบความสำเร็จ 16 ครั้งจากการทดลอง 19 ครั้ง

ภายหลังจากการที่ทดลองซ้ำ เขาก็ประกาศว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายเนื่องจากจิตสำนึก
หรือจิตไร้สำนึก อาจมีสาเหตุมาจากการสะกดจิตเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้แล้ววาซิลิเอฟยังพบอีกว่ามันเป็นไปได้ที่จะทำให้บางคนหลับหรือตื่นได้
โดยการควบคุมทางจิตระยะไกลแม้ว่าระยะจะไกลถึง 1600 กิโลเมตร ยิ่งกว่านั้นเขายังพบอีกว่า

แม้จะจับเอาผู้ส่งกระแสจิตเข้าอยู่ใน กรงฟาราเดย์
(Faraday cage : ในนั้นเกือบจะไม่มีรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ผ่านเข้าไปได้เลย)
ก็ไม่มีผลใดๆ ต่ออัตราความสำเร็จของเขา
แต่อย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นั่งสมาธิแล้วชา นั่งสมาธิแล้วชา

ถาม  นั่งสมาธิแล้วชา ตอบ  อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดาของกาย ที่นั่งนานๆ ย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวด หรือชาขึ้นมาแล้ว เราหยุดเปลี...