37) “ยอดรัก เธอจงจินตนาการถึงตัวอักษรสันสกฤต ณ จุดเพ่งแห่งการรับรู้ที่เปี่ยมไปด้วยความหวานของอมฤต ในตอนแรกเป็นตัวอักษรก่อน แล้วต่อๆ มาค่อยเป็นเสียงอันพิสดาร และต่อมาเป็นความรู้สึกที่สุดแสนจะพิสดารก่อนที่จะจากมันไปสู่เสรี”
ภาษาคือเสียง ความคิดหรือการจัดแบบแผนทางตรรกะของภาษา ใจคือความคิด สมาธิภาวนาคือการข้ามพ้นใจ เพื่อเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ใจ เสียงคือพื้นฐานที่สุดเพราะภาษาเกิดมาจากเสียง และความคิดเกิดมาจากภาษาอีกทีหนึ่ง ปรัชญา ศาสนาเกิดขึ้นมาจากความคิด และกลายเป็นที่มาของความแตกแยกในเวลาต่อมา วิธีใช้เสียงในการทำสมาธิภาวนาของตันตระ คือการทวนกระแสความคิดย้อนกลับไปหาเสียงซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุด และสิ่งที่เป็นพื้นฐานของเสียงอีกทีนั้นคือ ความรู้สึกที่แสนจะละเอียดอ่อนของจิตวิญญาณ
ผู้คนส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางระบบความคิด เป็นทาสของระบบความคิดจึงสามารถทำร้ายคนอื่นได้ง่ายๆ เพียงแต่ความต่างของระบบความคิดทั้งๆ ที่ตัวความคิดก่อรูปขึ้นมาจากภาษา และตัวภาษาก่อรูปขึ้นมาจากเสียง และเสียงก็คือเสียงเท่านั้น แต่ใจคนต่างหากที่ไปให้ “ความหมาย” กับมันและกลายเป็นเครื่องมือของมัน
วิธีในการใช้เสียงทำสมาธิของตันตระนี้ ให้เริ่มจากใช้ดวงตามองอักษรโอมที่เป็นภาษาสันสกฤตก่อน เมื่อใช้ตาดูอักษรโอมแล้ว จากนั้นค่อยๆ ลืมการใช้ตาไปเสีย โดยหลับตาแล้วเพ่งจิตไปที่หูแทน โดยใช้การพบเสียงผ่านตัวอักษรโอม และใช้การสัมผัสความรู้สึกผ่านเสียงอีกทีหนึ่ง เมื่อเข้าถึงเสียงได้แล้ว ผู้นั้นก็จะสามารถเข้าถึงศูนย์กลางภายในที่เป็นที่ตั้งของ “ความรู้สึกที่สุดแสนจะพิสดาร” ได้จากความรู้สึกนี้เองที่ผู้นั้นจะสามารถก้าวกระโดดไปสู่ความเป็นอิสระอย่างสัมบูรณ์ได้ ซึ่งความเป็นอิสระที่เกิดจากการละทิ้งปรัชญา ความเชื่อ ความคิด ละทิ้งภาษา ละทิ้งอักษร ละทิ้งเสียง และสุดท้าย ละทิ้งความรู้สึกที่สุดแสนจะพิสดารนั้นในที่สุด ในตอนฝึก ถ้าผู้ฝึกยังไม่สามารถได้ยิน “เสียงภายใน” อันพิสดารนั้นได้ ก็ให้บริกรรมมนตราไปก่อน จนกระทั่งคำบริกรรมนั้นค่อยๆ หายไปเอง แล้วเข้าถึงความรู้สึกที่สุดแสนจะพิสดารนั้นได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น